อะไรๆ ที่เคยเห็นในภาพยนตร์ไซไฟเมื่อสิบปีก่อน (หรือเพิ่งผ่านสายตากันไปเมื่อปีที่แล้ว) กำลังจะกลายเป็นจริงแล้ววันนี้ โดยเฉพาะความสามารถในการควบคุมคอมพิเตอร์ ในขณะที่หลายคนกำลังทึ่งกับ Kinect ของไมโครซอฟท์ ล่าสุดมีบริษัทเปิดใหม่ได้พัฒนาฮาร์ดแวร์อินเตอร์เฟซที่ให้คุณสามารถควบคุม คอมพิวเตอร์ที่อยู่ตรงหน้าได้ด้วยมือเปล่าเฉกเช่นในฉากหนึ่งของภาพยนตร์ที่ ทอมครูซใช้ถุงมืออินเตอร์เฟซวาดมือกลางอากาศราวกับร่ายเวทย์มนต์ เพื่อค้นหาข้อมูลอาชญากรใน Minority Report หรือ Tony Stark กับการหาแบบจำลองของธาตุใหม่ในภาพยนตร์เรื่อง Iron Man II ยังไงยังงั้น
เมื่อวานนี้ บริษัทเปิดใหม่ Leap Motion ได้แนะนำระบบปฏิสัมพันธ์กับคอมพิวเตอร์ด้วยท่าทาง (หรือภาษามือ?) ซึ่งจะว่าไปแล้ว มันดูคล้ายกับ Kinect ของ Microsoft แต่แทนที่จะเป็นกล้องที่จ้องหน้าเรา Leap Motion ใช้อุปกรณ์ที่วางไว้บนพื้นด้านหน้าขณะใช้งานคอมพิวเตอร์ โดยมันสามารถตรวจจับท่าทางการใช้นิ้วต่างๆ ตลอดจนมือทั้งสอง หรือแม้แต่ดินสอ (ตะเกียบ?) ที่มีการเคลื่อนไหวอยู่เหนือมันได้พร้อมกันภายในบริเวณ 8 ลูกบาศก์ฟุต (ตรวจจับการเคลื่อนไหวได้ 3 มิติ) ตัวอุปกรณ์ควบคุมจะมีดีไซน์ และขนาดเท่าๆ กับมีดพก เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ทางพอร์ต USB โดยวางไว้ด้านหน้าของจอคอมพิวเตอร์ ทางบริษัทผู้พัฒนาอ้างว่า เทคโนโลยีนี้มีความแม่นยำในการตอบสนองจนสามารถนำไปใช้ในรถยนต์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และระบบแสงสว่างต่างๆ ได้
Leap Motion ยังเปิดเผยอีกว่า ระบบรู้จำท่าทาง หรือการเคลื่อนไหวที่สามารถตรวจจับได้จะมีความแม่นยำสูงกว่าระบบใดๆ ในตลาด (Kinect?) ถึง 200 เท่า แถมยังสามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวได้อย่างละเอียดในระดับ 1/100 มิลลิเมตรเลยทีเดียว ซึ่งคุณผู้อ่านเว็บไซต์ arip สามารถชมความน่าทึ่งของระบบโต้ตอบแบบใหม่นี้ได้จากคลิปที่นำมาฝากข้างบนนี้ การขึ้นรูปโมเดล 3 มิติน่าจะง่ายขึ้นอีกเยอะทีเดียว เพราะใช้นิ้ว และมือแทนการขยับเมาส์ หรือสไตลัส Leap Motion เปิดให้สั่งจอง (จำกัดจำนวน) อุปกรณ์ทีว่านี้ในราคา 70 เหรียญฯ หรือประมาณ 2,100 บาท โดยจะส่งให้ถึงมือในช่วงไตรมาสที่สามของปีนี้...เห็นแล้ว อยากได้เลยล่ะ
Credit : http://www.arip.co.th/news.php?id=415235
วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
เคสกันน้ำ"บางเฉียบ"สำหรับ iPhone 4
ปัญหาที่ยังคงได้ยินกันอยู่เสมอก็คือ การทำสมาร์ทโฟนตกน้ำทั้งอ่างล่างหน้า และชักโครก - -" ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าของเครื่องมักจะช่วยชีวิตไว้ไม่ทัน โดยเฉพาะไอโฟน (iPhone) ทั้งนี้ คำตอบที่ช่วยปกป้องให้สมาร์ทโฟนของคุณผู้อ่านเว็บไซต์ arip ปลอดภัยได้ง่ายที่สุด นอกจากความระมัดระวังก็คือ การเลือกใช้เคสกันน้ำ (waterproof case)
อย่างไรก็ตาม เคสกันน้ำสำหรับสมาร์ทโฟนทีออกมากันก่อนหน้านี้ มักจะไม่ค่อยสะดวกในการใช้งาน เนื่องจากมีความหนา เทอะทะ และดูโดดเด่นจนเกินงาม เแต่ Case Marine สำหรับ iPhone 4 และ Galaxy S2 เคสกันน้ำรุ่นใหม่จาก Gooma จะทำให้คุณรู้สึกว่า นี่แหละคือ เคสกันน้ำที่ต้องการ โดย Case Marine จะไม่ใช่เคสพลาสติกใสที่มีขอบยางกันน้ำเข้าขนาดใหญ่กว่าเครื่องสองเท่าอย่าง ที่พบเห็นกันทั่วไป แต่มันทำจากโพลียูรีเทนที่ไม่เพียงแต่จะมีความบางเป็นพิเศษ (แค่ 0.25 มม.) เท่านั้น แต่มันยังมีความยืดหยุ่นสูงอีกด้วย โดยสามารถยืดออก เพื่อคลุม iPhone 4 หรือ Galaxy S2 ได้ตลอดทั้งตัวเครื่อง ซึ่งแน่นอนว่า น้ำไม่มีทางเล็ดลอดเข้าไปในตัวเครื่องได้เลย
Case Marine ได้รับการรับรองจาก IPX8 ว่า มันสามารถจมในน้ำลึกได้มากสุดถึง 10 เมตร (ประมาณ 33 ฟุต) ถ้าใครอยากดำน้ำไปด้วยทวีตไปด้วยก็คงทำได้ ประเด็นที่ในวิดีโอไม่ได้นำเสนอก็คือ เวลาเชื่อมต่อคอนเน็คเตอร์ และหูฟังที่ด้านล่าง เพราะน่าจะเป็นจุดที่นำเข้าได้ หรือว่าต้องถอดมันออกอย่างเดียว Case Marine ของ Gooma ที่มีการเปิดตัวออกมาจะมีเฉพาะรุ่นที่ใชกับ iPhone 4 และ Samsung Galaxy S2 ส่วนเวอร์ชันสำหรับ iPad กำลังจะออกมาเร็วๆ นี้ สนนราคาอยู่ที่ 71 เหรียญฯ (ประมาณ 2,130 บาท)
Credit : http://www.arip.co.th/news.php?id=415230
อย่างไรก็ตาม เคสกันน้ำสำหรับสมาร์ทโฟนทีออกมากันก่อนหน้านี้ มักจะไม่ค่อยสะดวกในการใช้งาน เนื่องจากมีความหนา เทอะทะ และดูโดดเด่นจนเกินงาม เแต่ Case Marine สำหรับ iPhone 4 และ Galaxy S2 เคสกันน้ำรุ่นใหม่จาก Gooma จะทำให้คุณรู้สึกว่า นี่แหละคือ เคสกันน้ำที่ต้องการ โดย Case Marine จะไม่ใช่เคสพลาสติกใสที่มีขอบยางกันน้ำเข้าขนาดใหญ่กว่าเครื่องสองเท่าอย่าง ที่พบเห็นกันทั่วไป แต่มันทำจากโพลียูรีเทนที่ไม่เพียงแต่จะมีความบางเป็นพิเศษ (แค่ 0.25 มม.) เท่านั้น แต่มันยังมีความยืดหยุ่นสูงอีกด้วย โดยสามารถยืดออก เพื่อคลุม iPhone 4 หรือ Galaxy S2 ได้ตลอดทั้งตัวเครื่อง ซึ่งแน่นอนว่า น้ำไม่มีทางเล็ดลอดเข้าไปในตัวเครื่องได้เลย
Case Marine ได้รับการรับรองจาก IPX8 ว่า มันสามารถจมในน้ำลึกได้มากสุดถึง 10 เมตร (ประมาณ 33 ฟุต) ถ้าใครอยากดำน้ำไปด้วยทวีตไปด้วยก็คงทำได้ ประเด็นที่ในวิดีโอไม่ได้นำเสนอก็คือ เวลาเชื่อมต่อคอนเน็คเตอร์ และหูฟังที่ด้านล่าง เพราะน่าจะเป็นจุดที่นำเข้าได้ หรือว่าต้องถอดมันออกอย่างเดียว Case Marine ของ Gooma ที่มีการเปิดตัวออกมาจะมีเฉพาะรุ่นที่ใชกับ iPhone 4 และ Samsung Galaxy S2 ส่วนเวอร์ชันสำหรับ iPad กำลังจะออกมาเร็วๆ นี้ สนนราคาอยู่ที่ 71 เหรียญฯ (ประมาณ 2,130 บาท)
Credit : http://www.arip.co.th/news.php?id=415230
Facebook เริ่มให้บริการแชร์ไฟล์ต่างๆ ในกลุ่มได้
หลังจากที่ Facebook เปิดตัว Groups for Schools สำหรับนักเรียนโดยเฉพาะและอนุญาตให้นักเรียนสามารถแชร์ไฟล์ที่ขนาดไม่เกิน 25MB ได้ด้วย แต่กลุ่มสำหรับนักเรียนแบบนี้จำกัดเฉพาะผู้ใช้ที่มีอีเมลโดเมน .edu เท่านั้น
แต่ในสัปดาห์ที่ผ่านมาทาง Facebook ได้ทยอยเปิดฟีเจอร์นี้สำหรับกลุ่มทั่วไปที่ไม่ใช่นักเรียนได้ใช้กันแล้ว โดยใช้เงื่อนไขเดียวกันคือ อัพโหลดไฟล์ที่ขนาดไม่เกิน 25MB ได้ทุกชนิดยกเว้นไฟล์เพลงและไฟล์ที่มีนามสกุล .exe (executable) ส่วนไฟล์อีบุ๊ค มิวสิควิดีโอ หรือไฟล์หนังขนาดสั้นๆ ทั่วไปสามารถอัพโหลดขึ้นได้
สำหรับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตเช่น เรื่องมัลแวร์ ไฟล์ไม่เหมาะสมหรือเรื่องลิขสิทธิ์ไฟล์ ทาง Facebook ได้บอกว่า ผู้ใช้ยังสามารถที่จะรายงานไฟล์นั้นๆ ได้เหมือนกับการรายงานรูปแบบอื่นๆ ในเว็บไซต์ตามปกติ
เริ่มต้นก็ขอทดสอบด้วยไฟล์ต้องห้ามที่ทาง Facebook บอกไว้อย่าง .exe และ .mp3 เมื่อเริ่มอัพโหลดไฟล์ ทาง Facebook จะแจ้งเตือนทันทีว่าคุณไม่สามารถอัพโหลดไฟล์ชนิดนี้ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเราเปลี่ยนนามสกุลไฟล์ หรือบีบอัดไฟล์ ก็สามารถอัพโหลดได้ตามปกติ
ในกรณีที่ไฟล์นั้นเป็นไฟล์ที่สร้างมาจากชุด Microsoft Office เราสามารถเปิดดูไฟล์ในแบบออนไลน์ได้ทันที โดยใช้บริการจาก Office Web Apps ของ Microsoft แต่ไฟล์เอกสารในรูปแบบอื่นๆ เช่น .pdf .odt รวมไปถึง .gdoc จะมีเฉพาะให้ดาวน์โหลดอย่างเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ ในกรณีที่ไฟล์นั้นๆ มีการปรับเปลี่ยนหลายเวอร์ชั่น เราสามารถอัพโหลดไฟล์ต่อเนื่องโดยไม่ทับกันเองได้ และผู้ใช้ยังสามารถเลือกที่จะดาวน์โหลดไฟล์รุ่นไหนก็ได้
Credit : http://www.igadgety.com/?p=33282
แต่ในสัปดาห์ที่ผ่านมาทาง Facebook ได้ทยอยเปิดฟีเจอร์นี้สำหรับกลุ่มทั่วไปที่ไม่ใช่นักเรียนได้ใช้กันแล้ว โดยใช้เงื่อนไขเดียวกันคือ อัพโหลดไฟล์ที่ขนาดไม่เกิน 25MB ได้ทุกชนิดยกเว้นไฟล์เพลงและไฟล์ที่มีนามสกุล .exe (executable) ส่วนไฟล์อีบุ๊ค มิวสิควิดีโอ หรือไฟล์หนังขนาดสั้นๆ ทั่วไปสามารถอัพโหลดขึ้นได้
สำหรับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตเช่น เรื่องมัลแวร์ ไฟล์ไม่เหมาะสมหรือเรื่องลิขสิทธิ์ไฟล์ ทาง Facebook ได้บอกว่า ผู้ใช้ยังสามารถที่จะรายงานไฟล์นั้นๆ ได้เหมือนกับการรายงานรูปแบบอื่นๆ ในเว็บไซต์ตามปกติ
เริ่มต้นก็ขอทดสอบด้วยไฟล์ต้องห้ามที่ทาง Facebook บอกไว้อย่าง .exe และ .mp3 เมื่อเริ่มอัพโหลดไฟล์ ทาง Facebook จะแจ้งเตือนทันทีว่าคุณไม่สามารถอัพโหลดไฟล์ชนิดนี้ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเราเปลี่ยนนามสกุลไฟล์ หรือบีบอัดไฟล์ ก็สามารถอัพโหลดได้ตามปกติ
ในกรณีที่ไฟล์นั้นเป็นไฟล์ที่สร้างมาจากชุด Microsoft Office เราสามารถเปิดดูไฟล์ในแบบออนไลน์ได้ทันที โดยใช้บริการจาก Office Web Apps ของ Microsoft แต่ไฟล์เอกสารในรูปแบบอื่นๆ เช่น .pdf .odt รวมไปถึง .gdoc จะมีเฉพาะให้ดาวน์โหลดอย่างเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ ในกรณีที่ไฟล์นั้นๆ มีการปรับเปลี่ยนหลายเวอร์ชั่น เราสามารถอัพโหลดไฟล์ต่อเนื่องโดยไม่ทับกันเองได้ และผู้ใช้ยังสามารถเลือกที่จะดาวน์โหลดไฟล์รุ่นไหนก็ได้
Credit : http://www.igadgety.com/?p=33282
Retina Display เพิ่มต้นทุนค่าเครื่องให้ MacBook Pro จาก Apple อีก 100 เหรียญ
นาทีนี้ก็คงไม่น่าจะไม่มีใครไม่รู้กันแล้ว เพราะว่าข่าวลือเรื่อง MacBook Pro ตัวใหม่ที่กำลังจะมาให้เห็นในเร็ววันนั้น จะมาพร้อมกับหน้าจอความละเอียดสูงพิเศษ หรือที่ Apple นั้นมีชื่อเรียกเฉพาะตัวว่า Retina Display นั่นเอง และคาดว่าจะได้เห็นได้ฟังรายละเอียดเพิ่มเติมกันในวันที่ 11 มิถุนายน เดือนหน้านี้ เพราะว่าจะเป็นกำหนดวันงาน Worldwide Developers Conference นั่นเอง
จากรายงานล่าสุดเพิ่มเติมถึงเรื่องราคาต้นทุนของเครื่องจาก CNET ได้บอกว่าการนำเอาจอ Retina Display มาใส่นั้น จะเพิ่มนต้นทุนค่าเครื่องเข้าไปอีกประมาณ 100 เหรียญ (3,1xx บาท) แต่ก็คาดว่า Apple น่าจะมีการต่อรอง หรือวิธีการที่จะเข้ามาช่วยลดราคาต้นทุนขอเครื่องที่จะเพิ่มขึ้นนี้ได้
โดยราคาในตลาดตอนนี้ หน้าจอ Retina ขนาด 15.4 นิ้ว ที่มีความละเอียด 2880×1800 พิกเซล คิดเป็นจำนวนพิกเซลต่อพื้นที่ก็ได้อยู่ที่ 220 พิกเซลต่อนิ้ว (ppi) ราคาที่จำหน่ายอยู่ในตลาดตอนนี้ก็อยู่ที่ราวๆ 160 เหรียญ (5,xxx บาท) ซึ่งก็จะเพิ่มขึ้นมาอีกประมาณ 92 เหรียญ (2,8xx บาท) ต่อเครื่อง จากที่ราคาต้นทุนหน้าจอของเครื่อง MacBook Pro 15 นิ้วที่ใช้อยู่ในตอนนี้ตกอยู่ที่ 68 เหรียญ (2,1xx บาท) ส่วนเครื่องรุ่นเล็กอย่าง MacBook Pro 13 นั้น หน้าจอแบบ Retina Display ที่มีความละเอียดระดับ 2560×1600 นั้น จะมีราคาค่าตัวอยู่ที่ 134 เหรียญ (4,2xx บาท) ส่วนราคาต้นทุนเดิมที่ Apple ใช้อยู่นั้นก็จะอยู่ที่ 65 เหรียญ (2,xxx บาท) จะเพิ่มขึ้นมาอีก 69 เหรียญ (2,1xx บาท)
ส่วนเครื่องรุ่น 17 นิ้วที่มีข่าวออกมากมายหลากหลายกระแสว่าจะไม่มีการอัพเดทใหม่ จนไปถึงว่าจะเลิกผลิตแล้ว ถ้าจะทำหน้าจอ Retina Display ออกมาให้ ก็จะเป็นที่ความละเอียด 3840×2400 พิกเซล ไม่ต้องสงสัยเลยว่าราคาค่าตัวมันจะสูงสักระดับไหน ถ้าหากว่าใครเป็นแฟนเครื่องไซส์นี้อยู่ ก็คงจะต้องไปรอลุ้นเอากันในงาน WWDC นี้ ว่า Apple จะเอายังไงต่อกับเครื่องไซส์ 17
ซึ่งผู้ผลิตพาเนลหน้าจอ Retina Display นี้ แม้ว่าจะมีจำหน่ายในตลาดจากเหล่าผู้ผลิตมากมาย แต่กับลูกค้าที่จะสั่งซื้อเอาไปใช้ ก็ดูเหมือนจะมีแค่ Apple เท่านั้น เพราะว่าเครื่องจากยี่ห้ออื่นในตอนนี้ ยังแทบไม่มีใครใช้หน้าจอแบบนี้เลย
ก็คงต้องรอต่อไปว่า Apple จะจัดการกับปัญหาค่าตัว หรือต้นทุนของครื่องที่เพิ่มขึ้นมานี้ด้ววิธีการใด และคำตอบคงได้ทราบกันในงาน WWDC วันที่ 11 มิถุนายน นี้
Credit : http://www.igadgety.com/?p=33329
iPhone 4S โดนอีกแล้ว! HTC One S ส่งวิดีโอโฆษณาโจมตีความเร็ว 4S!
ติดตามข่าว HTC One S ที่น่าสนใจกับ เฮียณัฐ TechXcite โดนอีกแล้วครับ กับ iPhone 4S ที่ล่าสุด ทาง HTC ได้ส่งวิดีโอโปรโมท HTC One S ของ T-Mobile ที่ใช้นางเอกสุดเซ็กซี่ Carly Foulkes ที่มาพร้อมกับชุดหนังรัดรูปสีดำตัดชมพู ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ Ducati สุดหรู ซึ่งวิดีโอโฆษณาจริงๆ ทั้งหมดมี 2 ชุดนะครับ ซึ่งชุดแรกนี่เองที่มีเนื้อเรื่องแอบกัด iPhone 4S ด้วย ว่าแล้วก็ไปชมกันได้ที่ด้านล่างนี้เลยครับ
วิดีโอตัวแรกใช้ชื่อว่า “See It Again” ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบความเร็วเน็ตของ iPhone 4S ที่ใช้อินเตอร์เน็ตของ AT&T กับ HTC One S ที่ใช้เครือข่ายของ T-Mobile ซึ่งในตัวโฆษณาเปรียบเทียบเน็ตของ iPhone 4S เหมือนกับรถมอเตอร์ไซค์เก่าๆ แต่อินเตอร์เน็ตของ HTC One S นั้นเร็วจัดเหมือนกับรถ Ducati
ส่วนวิดีโอชุดที่ 2 จะใช้ชื่อว่า “Fast Songs” โดยคลิปตัวนี้จะไม่มีการเสียดสีค่ายอื่นเหมือนตัวแรกนะครับ ตัวนี้จะเป็นการโฆษณาจุดแข็งของมือถืออีกอย่างหนึ่งครับ นั่นก็คือการรองรับ Google Play Music (Stream เพลงแบบออนไลน์ผ่านทาง 4G ของ T-Mobile) ซึ่งเรื่องการฟังเพลงก็เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของ HTC One S ครับ เพราะมาพร้อมกับเทคโนโลยี Beats Audio เช่นเดียวกันกับเพื่อนๆ ในตระกูล One Series
Credit : http://www.igadgety.com/?p=33297
วิดีโอตัวแรกใช้ชื่อว่า “See It Again” ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบความเร็วเน็ตของ iPhone 4S ที่ใช้อินเตอร์เน็ตของ AT&T กับ HTC One S ที่ใช้เครือข่ายของ T-Mobile ซึ่งในตัวโฆษณาเปรียบเทียบเน็ตของ iPhone 4S เหมือนกับรถมอเตอร์ไซค์เก่าๆ แต่อินเตอร์เน็ตของ HTC One S นั้นเร็วจัดเหมือนกับรถ Ducati
ส่วนวิดีโอชุดที่ 2 จะใช้ชื่อว่า “Fast Songs” โดยคลิปตัวนี้จะไม่มีการเสียดสีค่ายอื่นเหมือนตัวแรกนะครับ ตัวนี้จะเป็นการโฆษณาจุดแข็งของมือถืออีกอย่างหนึ่งครับ นั่นก็คือการรองรับ Google Play Music (Stream เพลงแบบออนไลน์ผ่านทาง 4G ของ T-Mobile) ซึ่งเรื่องการฟังเพลงก็เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของ HTC One S ครับ เพราะมาพร้อมกับเทคโนโลยี Beats Audio เช่นเดียวกันกับเพื่อนๆ ในตระกูล One Series
Credit : http://www.igadgety.com/?p=33297
เอาไวรัสมาสร้างกระแสไฟฟ้า สุดยอดเทคโนโลยีการชาร์จ gadget แบบใหม่
เชื้อไวรัสถูกกล่าวถึงในแง่ลบอย่างตลอดมา เช่น มันคือตัวการทำให้เราทุกคนเจ็บป่วย แต่การค้นพบครั้งใหม่จะทำให้ผู้คนพูดถึงไวรัสในแง่ดีมากขึ้น
เชื้อไวรัสถูกกล่าวถึงในแง่ลบอย่างตลอดมา เช่น มันคือตัวการทำให้เราทุกคนเจ็บป่วย แต่การค้นพบครั้งใหม่จะทำให้ผู้คนพูดถึงไวรัสในแง่ดีมากขึ้น นักวิจัยพลังงานที่ Lawrence Berkeley National Laboratory ได้คิดค้นวิธีการใช้ไวรัส (ชนิดที่ไม่ใช่เชื้อไวรัสในคน) สร้างกระแสไฟฟ้าจากพลังงานการเคลื่อนไหวซึ่งอาจนำไปใช้บนอุปกรณ์ต่างๆ โดยใช้การเคลื่อนไหวของมนุษย์เป็นตัวขับเคลื่อน
นักวิทยาศาสตร์ทดลองไวรัสดังกล่าวโดยการสร้างอุปกรณ์ที่บังคับให้กระแส ไฟฟ้าไหลวนไปในทางเดียวกัน (piezoelectric device) และเคลือบผิวอิเลคโทรดขนาดเล็กที่มีเชื้อไวรัสซึ่งถูกตกแต่งพันธุกรรมขึ้นมา ไว้ภายในเครื่องมือดังกล่าว เมื่อเคาะนิ้วบนอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นจะให้ค่ากระแสไฟฟ้าประมาณ 1/4 ของแรงดันไฟฟ้าบนแบตเตอรี่ขนาด AAA
แรกสุดเลยพวกเขายืนยันว่า M13 bacteriophage (ชื่อไวรัสที่ตัดแต่งพันธุกรรมขึ้นมา) ถูกนำไปใส่บนอุปกรณ์ หลังจากนั้นพวกเขาก็ออกแบบให้มันเพิ่มเพิ่มแรงดันไฟฟ้า ไวรัสตัวนี้เป็นพิษกับคนทั่วไป พวกเขาได้กักบริเวณของเชื้อไวรัสนั้นด้วยแผ่นฟิล์มบางที่ถูกจัดเรียงอย่างมี ระเบียบและซ้อนกันถึง 20 ชั้น และหุ้มปลายทั้งสองข้างด้วยขั้วไฟฟ้าที่ทำจากทองคำ เมื่อแรงดันถูกนำมาสร้างกระแสไฟฟ้า มันส่งผลให้จอ LCD ขนาดเล็กที่อยู่ใกล้ๆ มีการแสดงผลเกิดขึ้น
"พวกเรากำลังทำงานกับวิธีการปรับปรุงการพิสูจน์หลักการดังกล่าว เพราะว่าเครื่องมือเทคโนโลยีชีวภาพนี้มีเชื้อไวรัสดัดแปลงพันธุกรรมฝังอยู่ วัสดุที่บังคับกระแสไฟฟ้าสามารถอยู่กับไวรัสและนี่จะเป็นหนทางไปสู่รูปแบบ ของไมโครอิเลคทรอนิกส์ในอนาคตที่มักพบได้ในนิยายวิทยาศาสตร์" Seung-Wuk Lee นักชีววิศวกรรมที่ Berkeley Lab’s Physical Biosciences Division และอาจารย์ในภาคชีววิทยาศาสตร์ที่ UC Berkeley กล่าว
ในอนาคตมันจะไปอยู่ในชีวิตประจำวันของเราอย่างเช่น ขึ้น-ลง บันได, เปิด-ปิดประตู ก็อาจจะทำให้ gadget ของเราทำงานได้แล้ว
Credit : http://technology.impaqmsn.com/article.aspx?path=spec&rid=0&id=15649
เชื้อไวรัสถูกกล่าวถึงในแง่ลบอย่างตลอดมา เช่น มันคือตัวการทำให้เราทุกคนเจ็บป่วย แต่การค้นพบครั้งใหม่จะทำให้ผู้คนพูดถึงไวรัสในแง่ดีมากขึ้น นักวิจัยพลังงานที่ Lawrence Berkeley National Laboratory ได้คิดค้นวิธีการใช้ไวรัส (ชนิดที่ไม่ใช่เชื้อไวรัสในคน) สร้างกระแสไฟฟ้าจากพลังงานการเคลื่อนไหวซึ่งอาจนำไปใช้บนอุปกรณ์ต่างๆ โดยใช้การเคลื่อนไหวของมนุษย์เป็นตัวขับเคลื่อน
นักวิทยาศาสตร์ทดลองไวรัสดังกล่าวโดยการสร้างอุปกรณ์ที่บังคับให้กระแส ไฟฟ้าไหลวนไปในทางเดียวกัน (piezoelectric device) และเคลือบผิวอิเลคโทรดขนาดเล็กที่มีเชื้อไวรัสซึ่งถูกตกแต่งพันธุกรรมขึ้นมา ไว้ภายในเครื่องมือดังกล่าว เมื่อเคาะนิ้วบนอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นจะให้ค่ากระแสไฟฟ้าประมาณ 1/4 ของแรงดันไฟฟ้าบนแบตเตอรี่ขนาด AAA
แรกสุดเลยพวกเขายืนยันว่า M13 bacteriophage (ชื่อไวรัสที่ตัดแต่งพันธุกรรมขึ้นมา) ถูกนำไปใส่บนอุปกรณ์ หลังจากนั้นพวกเขาก็ออกแบบให้มันเพิ่มเพิ่มแรงดันไฟฟ้า ไวรัสตัวนี้เป็นพิษกับคนทั่วไป พวกเขาได้กักบริเวณของเชื้อไวรัสนั้นด้วยแผ่นฟิล์มบางที่ถูกจัดเรียงอย่างมี ระเบียบและซ้อนกันถึง 20 ชั้น และหุ้มปลายทั้งสองข้างด้วยขั้วไฟฟ้าที่ทำจากทองคำ เมื่อแรงดันถูกนำมาสร้างกระแสไฟฟ้า มันส่งผลให้จอ LCD ขนาดเล็กที่อยู่ใกล้ๆ มีการแสดงผลเกิดขึ้น
"พวกเรากำลังทำงานกับวิธีการปรับปรุงการพิสูจน์หลักการดังกล่าว เพราะว่าเครื่องมือเทคโนโลยีชีวภาพนี้มีเชื้อไวรัสดัดแปลงพันธุกรรมฝังอยู่ วัสดุที่บังคับกระแสไฟฟ้าสามารถอยู่กับไวรัสและนี่จะเป็นหนทางไปสู่รูปแบบ ของไมโครอิเลคทรอนิกส์ในอนาคตที่มักพบได้ในนิยายวิทยาศาสตร์" Seung-Wuk Lee นักชีววิศวกรรมที่ Berkeley Lab’s Physical Biosciences Division และอาจารย์ในภาคชีววิทยาศาสตร์ที่ UC Berkeley กล่าว
ในอนาคตมันจะไปอยู่ในชีวิตประจำวันของเราอย่างเช่น ขึ้น-ลง บันได, เปิด-ปิดประตู ก็อาจจะทำให้ gadget ของเราทำงานได้แล้ว
Credit : http://technology.impaqmsn.com/article.aspx?path=spec&rid=0&id=15649
Windows Phone Marketplace แตะถึง 90,000 แอพแล้ว
ณ ขณะนี้บน Marketplace ซึ่งเป็นแหล่งรวมการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นบน Windows Phone ได้มียอดขึ้นมาที่ 90,000 แอพพลิเคชั่นเรียบร้อยแล้ว
ณ ขณะนี้บน Marketplace ซึ่งเป็นแหล่งรวมการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นบน Windows Phone ได้มียอดขึ้นมาที่ 90,000 แอพพลิเคชั่นเรียบร้อยแล้ว ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วมีแอพพลิเคชั่นที่ถูกส่งเข้ามาใน Marketplace อยู่ที่วันละ 250 แอพพลิเคชั่น โดยปัจจุบันได้มีจำนวนแอพพลิเคชั่นทั้งสิ้น 92,383 แอพพลิเคชั่นที่ถูกปล่อยให้ดาวน์โหลด โดยภายในระยะเวลาสามเดือนที่ผ่านมามียอดเพิ่มเข้ามาอยู่ที่ 24,371 แอพพลิเคชั่น และเมื่อเดือนที่แล้วถูกเพิ่มเข้าไปอีก7,409 แอพพลิเคชั่น ซึ่งแอพพลิเคชั่นทั้งหมดนี้มาจากเหล่าผู้ผลิตที่แตกต่างกันถึง 22,000 แหล่ง
สำหรับยอด 50,000 แอพพลิเคชั่นแรกนั้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ธันวาคมปีที่แล้ว, ถึง 60,000 แอพพลิเคชั่นเมื่อวันที่ 22 มกราคม, ถึง 70,000 แอพพลิเคชั่นเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ และถึง 80,000 แอพพลิเคชั่นเมื่อวันที่ 26 มีนาคม และก็ใช้เวลาอีก 35 วันในการเข้าสู่หลัก 90,000
โดยการคาดการณ์ คาดว่าจะถึง 100,000 แอพพลิเคชั่นในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อยเมื่อนับจากอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยจากเดือนเมษายน ทางไมโครซอฟท์ได้ตั้งข้อสังเกตว่านักพัฒนาได้ชะลอขั้นตอนการอนุมัติและกระบวนการปล่อยแอพพลิเคชั่น ซึ่งอาจจะสร้างปัญหาคอขวดในการยื่นส่งแอพพลิเคชั่น นอกจากนี้การชะลอตัวลงอาจเป็นเพราะว่าต้องการพัฒนาแอพพลิเคชั่นให้เข้ากันกับรุ่นที่มี Windows Phone 7.5 ที่มี RAM ต่ำ (ตัวอย่างเช่น Nokia Lumia 610) รวมถึงผลกระทบจากการที่ต้องรอข้อมูลเวอร์ชั่นถัดไปของ Windows Phone
บางแอพพลิเคชั่นนั้นมีใน Marketplace เป็นบางประเทศ ฉะนั้นยอด 92,383 จึงไม่ถึงในบางประเทศ เช่น สหรัฐอมริกา(77,536), อังกฤษ (73,472), ฝรั่งเศส (70,381), สเปน (66,361), อิตาลี (65,890), เยอรมนี (67,440), ออสเตรเลีย (67,435), รัสเซีย (51,209), บราซิล (44,676) อินเดีย (67,451) และจีน (29,379)
สำหรับชาร์ตด้านล่างแสดงให้เห็นถึงปริมาณแอพพลิเคชั่นหมวดต่าง ๆ สำหรับหมวดความบันเทิงนั้นใหญ่ที่สุดโดยอยู่ที่ 17,079 แอพพลิเคชั่น และถัดลงไปอีกสามลำดับเป็นหมวดเครื่องมือการใช้งาน (13,605), หมวดเกม(11,509) และหมวดหนังสือและอ้างอิง (10,821) โดยทั้งสี่หมวดรวมกันจากทั้ง 17 หมวดคิดเป็น 59% ของทั้งหมด
68% ใน Windows Phone Marketplace สามารถโหลดได้ฟรี, ส่วน 10% เป็นแบบให้ทดลองใช้และจ่ายเงิน และ 22% คือต้องจ่ายเงินซื้อ โดยสัดส่วนของแอพพลิเคชั่นฟรีเริ่มโตขึ้นช้าลงตั้งแต่กลางปีที่แล้ว
Credit : http://technology.impaqmsn.com/article.aspx?path=spec&rid=0&id=15615
ณ ขณะนี้บน Marketplace ซึ่งเป็นแหล่งรวมการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นบน Windows Phone ได้มียอดขึ้นมาที่ 90,000 แอพพลิเคชั่นเรียบร้อยแล้ว ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วมีแอพพลิเคชั่นที่ถูกส่งเข้ามาใน Marketplace อยู่ที่วันละ 250 แอพพลิเคชั่น โดยปัจจุบันได้มีจำนวนแอพพลิเคชั่นทั้งสิ้น 92,383 แอพพลิเคชั่นที่ถูกปล่อยให้ดาวน์โหลด โดยภายในระยะเวลาสามเดือนที่ผ่านมามียอดเพิ่มเข้ามาอยู่ที่ 24,371 แอพพลิเคชั่น และเมื่อเดือนที่แล้วถูกเพิ่มเข้าไปอีก7,409 แอพพลิเคชั่น ซึ่งแอพพลิเคชั่นทั้งหมดนี้มาจากเหล่าผู้ผลิตที่แตกต่างกันถึง 22,000 แหล่ง
สำหรับยอด 50,000 แอพพลิเคชั่นแรกนั้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ธันวาคมปีที่แล้ว, ถึง 60,000 แอพพลิเคชั่นเมื่อวันที่ 22 มกราคม, ถึง 70,000 แอพพลิเคชั่นเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ และถึง 80,000 แอพพลิเคชั่นเมื่อวันที่ 26 มีนาคม และก็ใช้เวลาอีก 35 วันในการเข้าสู่หลัก 90,000
โดยการคาดการณ์ คาดว่าจะถึง 100,000 แอพพลิเคชั่นในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อยเมื่อนับจากอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยจากเดือนเมษายน ทางไมโครซอฟท์ได้ตั้งข้อสังเกตว่านักพัฒนาได้ชะลอขั้นตอนการอนุมัติและกระบวนการปล่อยแอพพลิเคชั่น ซึ่งอาจจะสร้างปัญหาคอขวดในการยื่นส่งแอพพลิเคชั่น นอกจากนี้การชะลอตัวลงอาจเป็นเพราะว่าต้องการพัฒนาแอพพลิเคชั่นให้เข้ากันกับรุ่นที่มี Windows Phone 7.5 ที่มี RAM ต่ำ (ตัวอย่างเช่น Nokia Lumia 610) รวมถึงผลกระทบจากการที่ต้องรอข้อมูลเวอร์ชั่นถัดไปของ Windows Phone
บางแอพพลิเคชั่นนั้นมีใน Marketplace เป็นบางประเทศ ฉะนั้นยอด 92,383 จึงไม่ถึงในบางประเทศ เช่น สหรัฐอมริกา(77,536), อังกฤษ (73,472), ฝรั่งเศส (70,381), สเปน (66,361), อิตาลี (65,890), เยอรมนี (67,440), ออสเตรเลีย (67,435), รัสเซีย (51,209), บราซิล (44,676) อินเดีย (67,451) และจีน (29,379)
สำหรับชาร์ตด้านล่างแสดงให้เห็นถึงปริมาณแอพพลิเคชั่นหมวดต่าง ๆ สำหรับหมวดความบันเทิงนั้นใหญ่ที่สุดโดยอยู่ที่ 17,079 แอพพลิเคชั่น และถัดลงไปอีกสามลำดับเป็นหมวดเครื่องมือการใช้งาน (13,605), หมวดเกม(11,509) และหมวดหนังสือและอ้างอิง (10,821) โดยทั้งสี่หมวดรวมกันจากทั้ง 17 หมวดคิดเป็น 59% ของทั้งหมด
68% ใน Windows Phone Marketplace สามารถโหลดได้ฟรี, ส่วน 10% เป็นแบบให้ทดลองใช้และจ่ายเงิน และ 22% คือต้องจ่ายเงินซื้อ โดยสัดส่วนของแอพพลิเคชั่นฟรีเริ่มโตขึ้นช้าลงตั้งแต่กลางปีที่แล้ว
Credit : http://technology.impaqmsn.com/article.aspx?path=spec&rid=0&id=15615
วันอังคารที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
Review BlackBerry Curve 8520 : รีวิว แบล็คเบอรี่ เคิฟ 8520
สมาร์ทโฟนที่หลายคนต่้างเฝ้ารอจับจองเป็นเจ้าของ BlackBerry Curve 8520 เปิดตัวด้วยราคาหมื่นต้นๆ ตอบสนองลูกค้าในกลุ่มวัยรุ่น ไม่จำกัดภาพลักษณ์ อยู่เพียงนักธุรกิจ ซึ่งเกิดจากกระแส BB ที่กำลังมาแรงถึงแม้ BlackBerry Curve 8520 จะมีราคาที่ถูกกว่ารุ่นก่อน แต่ฟังก์ชั่นภายใน ไม่ได้ลดลงตาม ยังคงใส่คุณสมบัติมาให้อย่างเต็มเปี่ยม จอแสดงผล QVGA กว้าง 2.46 นิ้ว ปุ่มควบคุมทิศทาง Trackpad ระบบสัมผัส รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi, Bluetooth สนับสนุนเว็บไซต์รูปแบบเครือข่ายสังคมออนไลน์ ใช้งาน Email ข้อความแชท BlackBerry Messenger กล้องถ่ายรูป 2 ล้านพิกเซล หน่วยความจำในตัว 256 MB เพิ่มเติมด้วยการ์ด microSD เครื่องเล่นมีเดีย สำหรับดูหนังหรือฟังเพลง และ รองรับฟังก์ชั่นด้านออร์กาไนเซอร์
BlackBerry Curve 8520 สมาร์ทโฟนสีดำเงางาม ผสานกับยางสีดำด้านที่หุ้มล้อมรอบขอบตัวเครื่อง ช่วยป้องกันการกระแทกได้ในระดับหนึ่ง และเสริมความกระชับมือเวลาถือใช้งาน ผลิตออกมาให้เลือก 2 สี (สีดำ/สีขาว) ขนาดหรือมิติตัวเครื่อง วัดความสูงได้ 108.8 มิลลิเมตร กว้าง 60 มิลลิเมตร มีความบาง 14 มิลลิเมตร และน้ำหนักตัวเครื่องชั่งพร้อมแบตเตอรี่ได้ 106 กรัม
ลำโพงเสียงสนทนาอยู่ใต้ตะแกรงรังผึ้ง จัดวางอยู่ในตำแหน่งเหนือโลโก้ BlackBerry ข้างกันมีหลอดไฟ LED แสดงสถานะการทำงาน
จอแสดงผล TFT ให้สี 65K ความละเอียด 320 x 240 พิกเซล วัดความกว้างในแนวทแยงมุมได้ 6.1 เซนติเมตร
ปุ่มควบคุมใต้หน้าจอถูกฝังอยู่ใต้กรอบด้านหน้า ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นปุ่มกดระบบสัมผัส ประกอบไปด้วยปุ่มโทรออกหรือส่ง, ปุ่มเปิดเมนูหลัก, ปุ่มควบคุมทิศทาง “แทร็คแพด” ระบบสัมผัส, ปุ่มย้อนกลับ และ ปุ่มวางสายใช้เป็นปุ่มเพาเวอร์ในตัว
แผงแป้นพิมพ์ QWERTY สะดวกในการป้อนข้อมูล พร้อมปุ่มกดตัวเลขช่วยให้การโทรออกเป็นเรื่องง่าย นอกจากนี้ยังแฝงปุ่มทางลัดต่างๆ เข้าไว้ด้วย เช่น ปุ่มล็อค (ล็อคการใช้งาน/การกดปุ่ม), ปุ่มสัญลักษณ์, ปุ่มเปิด/ปิดระบบแฮนด์ฟรี, ปุ่ม Shift (พิมพ์ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่), ปุ่ม Alt (พิมพ์ตัวอักษรแบบอื่น), ปุ่ม Enter, ปุ่มลบ (Backspace) ปุ่มเว้นวรรค (Space bar) เป็นต้น
ด้านหลังหุ้มยางสีดำที่ส่วนบนกับส่วนล่าง ตรงมุมบนซ้ายมีเลนส์กล้อง ถัดลงมาเป็นฝาหลังสีดำเงา แกะออกโดยการงัดตรงรอยบุ๋ม
ใต้ฝาหลังจะพบช่องเสียบการ์ดหน่วยความจำ microSD ถอดเปลี่ยนได้สะดวกเพราะจัดวางไว้ที่ด้านข้าง แยกจากช่องวางแบตเตอรี่ (สลับการ์ดได้ทันที ไม่ต้องปิดเครื่อง) สำหรับช่องเสียบซิมการ์ดมีแบตเตอรี่วางทับอยู่
ตอบสนองผู้ที่รักการฟังเพลง ด้วยปุ่มควบคุมเครื่องเล่นเพลงติดตั้งไว้ที่ด้านบนของตัวเครื่อง ประกอบไปด้วย ปุ่มเล่นเพลงที่แล้ว, ปุ่มเล่น/หยุดชั่วคราว (ใช้เป็นปุ่มตัดเสียงการโทรในตัว) และ ปุ่มเล่นเพลงถัดไป
ไมโครโฟนสำหรับสนทนาหรือบันทึกเสียงอยู่ด้านล่างของตัวเครื่อง
ด้านซ้ายมือมีช่องต่อหูฟัง ขนาดหัวต่อ 3.5 มิลลิเมตร ถัดลงมาเป็นช่องต่อสายเคเบิ้ล micro USB ตามด้วยปุ่มทางลัดคำสั่งเสียง สามารถตั้งค่าเปิดทางลัดอื่นๆ ได้
ด้านขวามือมีปุ่มปรับระดับเสียง ถัดลงมาเป็นปุ่มทางลัดใช้งานกล้องหรือตั้งค่าเป็นทางลัดอื่นๆ และ ส่วนล่างมีช่องร้อยสายคล้องโทรศัพท์ ซึ่งต้องเปิดฝาหลังออกก่อน เพื่อร้อยสายเข้าไปเกี่ยวกับตะขอด้านใน
Menu Function
เปิดเมนูหลักโดยการกดที่ปุ่ม จะพบกับรูปภาพไอคอนของฟังก์ชั่นทั้งหมด วางเรียงในรูปแบบตาราง แบ่งออกเป็น 2 หน้า ใช้ปุ่มควบคุม Trackpad ในการเลื่อนดูแต่ละฟังก์ชั่น เมื่อเลื่อนลงไปเรื่อยๆ จะพบกับไอคอนของฟังก์ชั่นในหน้าถัดไป
ข้อความ – ฟังก์ชั่นอ่านอีเมล์ สามารถสร้างข้อความ E-mail, MMS, SMS, ข้อความแชท และการตั้งค่าข้อความ
สมุดแอดเดรส – ฟังก์ชั่นแสดงรายชื่อผู้ติดต่อ พร้อมการสร้างรายชื่อที่สามารถใส่ข้อมูลได้หลายรายการ รวมไปถึงกลุ่มผู้โทร และ การตั้งค่า
ปฏิทิน – ฟังก์ชั่นบันทึกนัดหมายหรือเตือนความจำลงในปฏิทิน
เบราเซอร์ – โปรแกรมใช้งานอินเตอร์เน็ต พร้อมบุ๊คมาร์ค และ ประวัติการเข้าชมเว็บไซต์
truemove wap – เข้าใช้บริการ WAP เพื่อดาวน์โหลดคอนเท้นต์ต่างๆ จากทรูมูฟ
มีเดีย – ฟังก์ชั่นเปิดสื่อมัลติมีเดีย ประกอบไปด้วย เพลง, วีดีโอ, เสียงเรียกเข้า, รูปภาพ และ ข้อความเสียง
แผนที่ – โปรแกรมแผนที่ รองรับแผนที่ประเทศไทย แสดงผลภาษาไทย มีระบบค้นหาตำแหน่ง ระบบนำทางโดยแจ้งรายละเอียดของเส้นทาง
นาฬิกา – ฟังก์ชั่นแสดงนาฬิกาบอกเวลา เปลี่ยนหน้าปัดนาฬิกาได้ 4 แบบ พร้อมฟังก์ชั่นตั้งปลุก, และ จับเวลา
กล้อง – ฟังก์ชั่นกล้องถ่ายรูปสามารถสลับไปโหมดบันทึกวีดีโอได้
SMS และ MMS – ฟังก์ชั่นอ่านข้อความ สามารถสร้างข้อความ E-mail, MMS, SMS, ข้อความแชท และการตั้งค่าข้อความ
วิธีใช้ – ตัวช่วยเหลือหรือคู่มือการใช้งานโทรศัพท์ในฟังก์ชั่นต่างๆ
ค้นหา – เครื่องมือค้นหาข้อมูลในโทรศัพท์ โดยค้นหาในข้อความ, ปฏิทิน, สมุดโทรศัพท์, จดบันทึก, ข้อความแชท และ งาน
เพลง – เครื่องเล่นเพลง แยกออกมาจากในเมนูมีเดีย
การส่งข้อความแบบทันที – รองรับการสนทนารูปแบบแชท Windows Live Messenger, Yahoo! Messenger, Google Talk และ BlackBerry Messenger สำหรับเครื่อง BlackBerry ส่งหากัน
แอปพลิเคชั่น – รวมโปรแกรมจดบันทึก, งาน, เครื่องคิดเลข, เอกสาร, บัญชี, นำเสนอ, กล้องวีดีโอ, บันทึกข้อความเสียง, โทรออกด้วยเสียง, ส่วนบันทึกรหัส, ข้อความที่บันทึก และ การค้นหาใบรับรอง
เกม – สนุกกับเกม BrickBreaker, Word Mole, Sudoku และ Klondike
ดาวน์โหลด – แอปพลิเคชั่นที่ดาวน์โหลดเพิ่มเติม
ติดตั้ง – ฟังก์ชั่นการตั้งค่า มีผู้ช่วยการตั้งค่าโทรศัพท์, การตั้งค่า Wi-Fi การตั้งค่าอีเมล์, การตั้งค่า Bluetooth และ เมนูจากผู้ให้บริการเครือข่าย
โปรไฟล์ – เลือกใช้ และตั้งค่าโปรไฟล์หรือรูปแบบการใช้งานเครื่อง
จัดการการเชื่อมต่อ – ฟังก์ชั่นจัดการการเชื่อมต่อเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ, Wi-Fi และ Bluetooth
ตัวเลือก – การตั้งค่าข้อความ MMS, SMS, เสียงเรียกเข้า, การเชื่อมต่อ Wi-Fi, การโทรออกด้วยเสียง, ระบบรักษาความปลอดภัย, ตัวเลือกขั้นสูง, ธีม, ภาษา, รหัสผ่าน, วันที่/เวลา, สถานะ, หน่วยความจำ, หน้าจอ/แป้นพิมพ์, เกี่ยวกับ, เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่, เจ้าของ, เทคโนโลยี Bluetooth และ เปิด/ปิดอัตโนมัติ
ล็อคแป้นพิมพ์ – ระบบล็อคปุ่มกด ใช้ปุ่มทางลัดที่ด้านบนเครื่องได้เช่นเดียวกัน
ปิดเครื่อง – ปิดเครื่อง ใช้ปุ่มวางสาย (Power) ได้เช่นเดียวกัน
การแสดงผลบนหน้าจอหลัก
หน้าจอหลักจะแสดงไอคอนทางลัด 6 ฟังก์ชั่น อยู่ที่ด้านล่าง สามารถเข้าถึงหรือเปิดใช้งานได้ทันที ประกอบไปด้วยฟังก์ชั่น ข้อความ, สมุดแอดเดรส, ปฏิทิน, เบราเซอร์, truemove wap และ มีเดีย (เมื่อมีการเพิ่มบัญชีอีเมล์ จะมีไอคอนเข้าสู่อีเมล์ใหม่ขึ้นมาแทน) นอกจากนี้ผู้ใช้สามารถเลื่อน TrackPad ขึ้นไปที่ด้านบนเพื่อตั้งค่า โปรไฟล์ ได้ทันที สำหรับรูปภาพพื้นหลังหรือวอลล์เปเปอร์ สามารถเข้าไปเลือกรูปภาพที่ต้องการใช้ที่เมนูมีเดีย ค้นหารูปภาพที่ต้องการ แล้วกดปุ่มเมนู เลือกตั้งค่าเป็นภาพหน้าจอโฮมเพจ (รูปภาพที่เหมาะสำหรับวอลล์เปเปอร์คือ 320×240 พิกเซล)
สนทนาด้วย BlackBerry Messenger
โปรแกรมสนทนารูปแบบแชท สำหรับกลุ่มผู้ใช้งาน BlackBerry โดยเฉพาะ สามารถพิมพ์ข้อความ พูดคุยโต้ตอบได้ทันที ผ่านคีย์บอร์ด QWERTY ถ้าไม่สะดวกพิมพ์ ก็สามารถบันทึกเสียงแล้วส่งออกได้รวดเร็ว ผู้ใช้สามารถส่งไฟล์ให้กับคู่สนทนาได้ทั้งรูปภาพ, เสียง, วีดีโอ และ ไฟล์อื่นๆ เรียกได้ว่าไม่จำเป็นต้องใช้บริการข้อความ MMS เลยทีเดียว การแสดงสถานะตนเองใน BlackBerry Messenger สามารถกำหนดชื่อ และรูปภาพแทนตัวเองได้ พร้อมรองรับการพูดคุยพร้อมกันหลายคน ที่จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน
การใช้งานอีเมล์
ก่อนใช้งานอีเมล์ผู้ใช้ต้องไปตั้งค่าการใช้งานอีเมล์ก่อน โดยเข้าไปที่เมนู ติดตั้ง เลือกฟังก์ชั่น การตั้งค่าอีเมล์ จากนั้นทำตามขั้นตอนต่างๆ จนเสร็จสมบูรณ์ รองรับการใช้งานอีเมล์ของ Windows Live (Hotmail/MSN/Live), Yahoo!, AOL, Gmail และ อีเมล์อื่นๆ สามารถเพิ่มบัญชีได้สูงสุด 10 อีเมล์ การเขียนอีเมล์ให้เข้าไปที่ฟังก์ชั่นข้อความ (รูปไอคอนซองจดหมาย) เปิดตัวเลือกขึ้นมา เลือกเมนูเขียนข้อความอีเมล์ ใส่ที่อยู่อีเมล์ของผู้รับ หากต้องการทำสำเนาให้ใส่ที่อยู่อีเมล์ตรง สำเนาถึง ถัดลงมาใส่ชื่อจดหมาย ตามด้วยเนื้อหาของอีเมล์ หากต้องการแนบไฟล์ให้เปิดตัวเลือกขึ้นมา และ เลือกเมนูแนบไฟล์
เมื่อเพิ่มบัญชีอีเมล์เข้าไปใหม่ บนหน้าจอหลัก และ เมนูหลัก จะแสดงไอคอนรูปซองจดหมายขึ้นมา พร้อมชื่อบัญชีอีเมล์ที่สร้างใหม่ เมื่อได้รับอีเมล์ จะมีสัญลักษณ์ ดอกจันสีแดงขึ้นเดือนที่มุมบนซองจดหมาย สามารถเข้าไปอ่านอีเมล์ได้ทันที และสะดวกสำหรับผู้ใช้งาน ที่มีอีเมล์ มากกว่า 1 บัญชี นอกจากนี้ยังรองรับการแนบไฟล์ ถ่ายโอนข้อมูลกับคอมพิวเตอร์ได้อย่างสะดวก
* วิธีแก้ไขหากระบบไม่สามารถเชื่อมต่อการตั้งค่าอีเมล์ ให้เข้าไปที่เมนูตัวเลือก เลือกรายการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ให้กำหนดสถานะ บริการข้อมูล (เปิด) จากนั้นกลับออกมาตั้งค่าอีเมล์ใหม่อีกครั้ง
สมุดแอดเดรส
ฟังก์ชั่นจัดการรายชื่อในสมุดโทรศัพท์ การเพิ่มรายชื่อลงในตัวเครื่อง สามารถกดเข้าไปที่เพิ่มผู้ติดต่อได้ทันที หากต้องการดูรายชื่อในซิมการ์ด ให้เปิดตัวเลือก เลือกรายการ สมุดโทรศัพท์ในซิม สำหรับการเพิ่มรายชื่อลงในตัวเครื่อง สามารถใส่ข้อมูลได้หลายรายการ เช่น ชื่อ, นามสกุล, รูปภาพผู้ติดต่อ, ชื่อที่ทำงาน, อีเมล์, ที่อยู่ที่ทำงาน, ที่อยู่บ้าน, เบอร์มือถือ, เบอร์แฟกซ์, หมายเลขวิทยุติดตามตัว, หมายเลข PIN, ที่อยู่ตามไปรษณีย์, ครบรอบวันเกิด, ที่อยู่เว็บไซต์ เป็นต้น
เตือนความจำหรือนัดหมาย
การบันทึกนัดหมายเพื่อช่วยแจ้งเตือนความจำ สามารถเข้าไปใช้งานได้ที่ฟังก์ชั่น ปฏิทิน เมื่อเปิดเข้ามาจะพบกับการแสดงผลแบบรายวัน โดยซ้ายมือจะแสดงช่วงเวลา มุมบนขวาจะแสดงวัน ใช้ปุ่ม TrackPad เลื่อนซ้าย/ขวาเพื่อเลือกวัน และ เลื่อนขึ้น/ลงเพื่อเลือกเวลา หากกดปุ่มตัวเลือกขึ้นมา จะพบกับเมนู มีรายการค้นหาตามวันที่ ดูนัดหมายที่เคยบันทึกไว้แล้ว และ เปลี่ยนมุมมอง ของปฏิทินเป็นรายสัปดาห์ หรือ รายเดือน
การบันทึกนัดหมายลงในปฏิทิน ให้เลือกวันและช่วงเวลาที่ต้องการบันทึก จากนั้นพิมพ์เนื้อหาลงไป วิธีการพิมพ์ก็ทำได้สะดวกผ่านแป้นพิมพ์ QWERTY รองรับทั้งภาษาไทยและอังกฤษ เมื่อป้อนเนื้อหาเสร็จแล้ว ให้เลื่อนลงมาใส่ตำแหน่งหรือสถานที่นัดหมาย ตั้งค่าการแจ้งเตือน ระยะเวลาในการเตือน และ ระบบเตือน
เบราเซอร์
หากผู้ใช้ต้องการใช้งานอินเตอร์เน็ตผ่านเครือข่าย Wi-Fi ต้องเข้าไปตั้งค่าการเชื่อมต่อก่อนที่เมนู จัดการการเชื่อมต่อ เลือกรายการ ตั้งค่าเครือข่าย Wi-Fi จะพบกับบทนำซึ่งเป็นการแนะนำวิธีการใช้งาน หากไม่ต้องการให้แสดงบทนำในครั้งต่อไปให้กดเลือกที่ ไม่ต้องแสดงบทนำนี้อีก จากนั้นเลื่อนลงมาเลือก ถัดไป เพื่อเข้าสู่การตั้งค่า ผู้ใช้ควรแน่ใจว่าบริเวณที่ท่านใช้งานมีบริการ Wi-Fi หรือไม่ หากไม่แน่ใจให้เลือก สแกนหาเครือข่าย ระบบจะให้เปิดการใช้งาน Wi-Fi ก่อนทำการค้นหาสัญญาณ เมื่อพบชื่อสัญญาณให้เลือกชื่อบริการ ที่ท่านต้องการ จากนั้นใส่รหัสป้องกัน (ถ้ามี) จากนั้นเลือกบันทึกหรือต่อเพื่อดำเนินการตั้งค่าต่อไปจนเสร็จสิ้นการตั้งค่า
ถ้าบริเวณที่ท่านใช้งานไม่มีสัญญาณ Wi-Fi ก็สามารถใช้งานเบราเซอร์ผ่านเครือข่าย EDGE หรือ GPRS ได้เช่นกัน สำหรับหน้าตาเบราเซอร์ จะแสดงกล่องป้อนที่อยู่เว็บไซต์ ถัดลงมาจะแสดงรายชื่อเว็บที่บุ๊คมาร์กไว้ ตามด้วยประวัติการเช้าชมเว็บไซต์ วิธีเพิ่มบุ๊คมาร์กให้เปิดตัวเลือก กดปุ่มเลือกบุ๊คมาร์ก จากนั้นกดตัวเลือกขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อเพิ่มบุ๊คมาร์ก หรือสร้างโฟลเดอร์ย่อย ในการเพิ่มบุ๊คมาร์กผู้ใช้ต้องใส่ชื่อเว็บไซต์ก่อน (สามารถใส่ชื่อเป็นภาษาไทยได้) ถัดลงมาจึงใส่ URL หรือที่อยู่เว็บไซต์
อัลบั้มรูป
เปิดดูรูปภาพได้จากเมนูรูปภาพในฟังก์ชั่นมีเดีย ซึ่งจะแบ่งเป็นโฟลเดอร์รูปภาพของฉัน, โฟลเดอร์รูปภาพ และ รูปภาพตัวอย่าง ด้านบนยังมีฟังก์ชั่นกล้องสำหรับถ่ายภาพได้ทันที เมื่อเข้าไปในโฟลเดอร์เก็บภาพ จะแสดงรูปภาพในขนาดย่อ วางเรียงเป็นตาราง ซึ่งกำหนดได้ว่า จะให้แสดง 3 / 4 / 5 คอลัมน์ต่อแถว สามารถแสดงภาพในรูปแบบสไลด์โชว์ เลือกช่วงเวลาแสดงภาพได้นานสูงสุด 15 วินาที
เมื่อเปิดรูปภาพใดรูปภาพหนึง ก็จะแสดงผลเต็มหน้าจอ สามารถเปิดเมนูขึ้นมา จะพบกับฟังก์ชั่นการซูมรูปภาพ หมุนรูปภาพ, จัดขนาดให้พอดีกับหน้าจอ, ดูขนาดจริง, กำหนดเป็นภาพพื้นหลัง, เลื่อนดูภาพที่แล้วหรือถัดไป, ดูคุณสมบัติของรูปภาพ, กำหนดเป็นรูปภาพในสมุดโทรศัพท์ และ กำหนดเป็นรูปภาพในรายชื่อ
เครื่องเล่นวีดีโอ
รองรับไฟล์วีดีโอ รูปแบบ MPEG4 / H.263 / H.264 / WMV3 เข้าชมวีดีโอได้จากฟังก์ชั่นมีเดีย เข้าไปที่รูปไอคอนวีดีโอ จะพบกับรายชื่อวีดีโอที่บันทึกไว้ในตัวเครื่อง หรือ การ์ดหน่วยความจำ เมื่อเลือกไฟล์วีดีโอที่ต้องการ จะเข้าสู่เครื่องเล่นวีดีโอ แสดงแถบควบคุมที่ด้านล่าง เมื่อกดเล่น จะแสดงภาพเต็มหน้าจอ และเมื่อกดปุ่ม TrackPad อีกครั้ง วีดีโอจะย่อขนาดลงมา สามารถเลื่อนขึ้นไปที่แถบแสดงระยะเวลา เพื่อเลื่อนชมฉากที่ต้องการได้สะดวก
เครื่องเล่นเพลง
รองรับไฟล์เสียง รูปแบบ MP3, AAC-LC, AAC+, eAAC+, AMR-NB, AAC-LC, WMA9 (.wma/.asf) และ WMA9 PRO/WMA 10 เข้าสู่เครื่องเล่นเพลงได้จากเมนูเพลงหรือเข้าผ่านทางเมนูมีเดีย หน้าแรกจะพบกับรายการเลือกเพลง สามารถดูชื่อเพลงทั้งหมดได้จากเมนู เพลงทั้งหมด หรือจะเลือกดูตามชื่อศิลปิน, อัลบั้ม, แนวเพลง และ รายการเพลง สำหรับเมนูสลับเพลง คือ การเปิดเพลงโดยใช้โหมดสุ่มรายชื่อจากเพลงในรายการทั้งหมด หน้าตาเครื่องเล่นเพลงจะคล้ายกับเครื่องเล่นวีดีโอ โดยมีปุ่มควบคุมการเล่นเพลงขึ้นอยู่ด้านล่าง ใช้ปุ่ม TrackPad ในการควบคุมการเล่น รวมไปถึงการเลื่อนฟังเพลงในช่วงเวลาที่ต้องการ เมื่อเปิดเมนูขึ้นมา จะพบกับตัวเลือกต่างๆ สำหรับตั้งค่าการเล่น เช่น เล่นเพลงแบบวนซ้ำ, เล่นเพลงแบบสุ่มรายชื่อ, กำหนดเพลงที่กำลังเล่นเป็นเสียงเรียกเข้า เป็นต้น
คำสั่งเสียง
ผู้ใช้สามารถโทรออก หรือ ตรวจสอบสถานะต่างๆ ของเครื่อง ได้ด้วยการออกเสียง เพียงกดปุ่มคำสั่งเสียงที่ด้านข้าง แล้วพูดคำสั่งที่ต้องการ ถ้าต้องการโทรออกให้ออกเสียงว่า Call ตามด้วยชื่อผู้ติดต่อที่บันทึกไว้ในสมุดแอดเดรส หากต้องการตรวจสอบสถานะต่างๆ ของเครื่อง ให้ออกเสียงว่า Check ตามด้วยฟังก์ชั่นที่ต้องการตรวจสอบ เช่น สถานะโทรศัพท์, คุณภาพสัญญาณ, สถานะแบตเตอรี่ เป็นต้น
กล้องถ่ายรูป
กล้องถ่ายรูปความละเอียด 2 ล้านพิกเซล บันทึกได้ทั้งภาพนิ่งและวีดีโอ ด้านข้างมีปุ่มทางลัดสำหรับเข้าสู่โหมดกล้อง และ ใช้เป็นปุ่มบันทึกภาพในตัว สำหรับปุ่ม TrackPad ใช้ในการซูมภาพ โดยเลื่อนขึ้นหรือลง ถ้ากดลงไปตรงๆ จะเป็นการบันทึกภาพ สำหรับการตั้งค่ากล้อง หรือสลับไปโหมดบันทึกวีดีโอ จะมีเมนูตัวเลือกขึ้นมา
คุณสมบัติในการถ่ายภาพนิ่ง
•ความละเอียด 1600 x 1200, 1024 x 768, 480 x 360 พิกเซล
•ซูมภาพสูงสุด 5 เท่า
•คุณภาพ : ดีมาก, ดี และ มาตรฐาน
•สมดุลแสง : อัตโนมัติ, แดดจัด, ฟ้าครึ้ม, กลางคืน, หลอดไฟทังสเตน และ ฟลูออเรสเซนต์
•เอฟเฟ็ค : ปกติ, ขาวดำ และ ซีเปีย
คุณสมบัติในการบันทึกวีดีโอ
•ความละเอียด 320 x 240 พิกเซล
- บิทเรต 779 Kbps – Frame rate 15.085 เฟรมต่อวินาที
•เอฟเฟ็ค : ปกติ, ขาวดำ และ ซีเปีย
•บันทึกวีดีโอพร้อมเสียง รูปแบบไฟล์ 3GP
•ซูมภาพสูงสุด 5 เท่า (ในระหว่างกันบันทึก ไม่สามารถย่อ/ขยายภาพได้)
SAMSUNG เปิดตัว Smart TV
Samsung ขอแนะนำ Smart TV รุ่น ES8000 ซึ่งเป็นสุดยอดเทคโนโลยีสุดล้ำของ Samsung ซึ่งปฏิวัติวงการทีวีอย่างไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งคอนเซปและฟีเจอร์หลัก ๆ ของ Smart TV รุ่น ES8000 มีดังนี้
สมาร์ทอินเตอร์แอ็คชัน (Smart Interaction) ระบบสั่งงานอัจฉริยะช่วยให้สามารถสั่งงานผ่านการควบคุมด้วยเสียง (Voice control) ควบคุมด้วยการเคลื่อนไหว (Motion control) และระบบการจดจำใบหน้า (Face recognition) โดยไม่จำเป็นต้องผ่านรีโมทคอนโทรล สร้างความสะดวกสบายให้ผู้ใช้มีอิสระในการใช้งาน เหมาะสมกับลักษณะการดำเนินชีวิตของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน
สมาร์ทคอนเทนต์ (Smart Content) การขยายคอนเทนต์ให้มีความหลากหลาย และตอบสนอง ความต้องการแบบเฉพาะบุคคลยิ่งขึ้นบนแอพของสมาร์ททีวี เช่น Family Story, Fitness และ Kids เป็นต้นนอกจากนี้ยังมีฮับต่างๆ อาทิ ออลแชร์ (AllShare Play) ที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าสู่คอนเทนต์ส่วนตัวบนหน้าจอของสมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ ได้ในทุกที่ ทุกเวลา และยังมีบริการเสริมต่างๆ อีกมากมาย
สมาร์ทอิโวลูชัน (Smart Evolution) ประกอบด้วยฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ที่ได้รับการอัพเกรดให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในทุกปี โดยใช้เทคโนโลยี System-on-chip ซึ่งเป็นชิพอัจฉริยะเอกสิทธิ์เฉพาะของซัมซุง ที่จะทำให้ทีวีของคุณตามติดเทคโนโลยีใหม่และล้ำสมัยอยู่เสมอ
Credit : techbreaker.com
OLED เทคโนโลยีใหม่สำหรับจอภาพ
หมวดหมู่ : เทคโนโลยีสารสนเทศ
ข้อมูลจาก : http://www.itday.in.th/
วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2555
11 วิธีประหยัดแบตให้กับ The New iPad
ปัญหาเรื่องแบตเตอรี่หมดเร็วของ iPhone, iPad เป็นปัญหาที่ได้ยินกันมานาน รวมถึง The New iPad ซึ่งแบตเตอรี่เป็นชนิดลิเธียมโพลิเมอร์
ปัญหาเรื่องแบตเตอรี่หมดเร็วของ iPhone, iPad เป็นปัญหาที่ได้ยินกันมานาน รวมถึง The New iPad ซึ่งแบตเตอรี่เป็นชนิดลิเธียมโพลิเมอร์ โดย Apple อ้างว่า สามารถใช้งานได้ถึง 9-10 ชม. ในการใช้งานบนเว็บไซต์ แต่หากคุณต้องเผชิญปัญหาเรื่องแบตเตอรี่ของ The New iPad สามารถแก้ไขได้ง่ายๆ โดยการตั้งค่าบางอย่างภายในอุปกรณ์ เพียงเท่านี้ก็ยืดอายุการแบตเตอรี่ iPad ของคุณได้แล้ว มีวิธีดังนี้
1. จัดการกับความสว่างของ The New iPad
การจัดการความสว่างของหน้าจอ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ง่ายและดีที่สุด เพื่อขยายเวลาการใช้งาน iPad ของคุณ โดยค่าเริ่มต้น Apple จะตั้งค่าความสว่างเป็นอัตโนมัติ ตามสภาพแวดล้องของแสงในพื่นที่ แต่หากเราต้องการยืดอายุการใช้งานแบตเพิ่มขึ้น ต้องตั้งค่าความสว่างลดลงจากค่าเริ่มต้นลงอีก
2. จัดการกับโปรแกรมที่ดาวน์โหลดมา
หลีกเลี่ยงการใช้แอพพลิเคชั่น และเกมที่ต้องใช้สัญญาณอินเตอร์เน็ต ขณะที่คุณอยู่ในที่ๆ ไม่มีปลั๊ก มิเช่นนั้นคุณจะใช้งาน iPad ได้น้อยลง เพราะมันจะทำให้แบตลดลงอย่างรวดเร็ว
3. ปิด Wi-Fi
Wi-Fi เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่จะทำให้แบตลดลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าคุณจะใช้งานหรือไม่ก็ตาม ดังนั้นคุณควรปิด Wi-Fi ขณะที่ไม่ได้ใช้งานอินเตอร์เน็ต
4. ปิด 3G
3G เป็นเช่นเดียวกับการใช้ Wi-Fi หากคุณไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับเว็บหรือต้องการประหยัดแบตมากกว่า ให้คุณปิด 3G
5. ใช้ Airplane Mode ในพื้นที่ไม่มีสัญญาณ
iPad ของคุณจะพยายามที่จะเชื่อมต่อกับ Wi-Fi หรือ 3G ของเครือข่ายที่คุณใช้อยู่ หากพื้นที่นั้นๆ ไม่มีสัญญาณเครือข่าย คุณควรที่จะใช้งานในโหมด Airplane เพื่อให้ iPad ของคุณไม่พยายามที่จะค้นหาสัญญาณ แค่นี้ก็ประหยัดแบตได้อีกขั้นแล้ว
6. ปิดการใช้งาน Location Services
อีกปัจจัยที่สำคัญต่อประสิทธิภาพแบตเตอรี่ที่ดีของ iPad เป็นบริการ Location Services หากคุณไม่จำเป็นต้องใช้งาน (ไม่จำเป็นต้องทราบสถานที่ตั้งขณะนั้น ให้ปิด app-location เช่น Foursquare, ฯลฯ )
7. ปิดการแจ้งเตือน (push notifications)
การแจ้งเตือนจากข้อมูลใหม่ให้คุณได้ทราบ ทั้งหมดนี้เป็นประเภทการใช้งานแอพพลิเคชั่น (เช่นโปรแกรมส่งข้อความโต้ตอบแบบทันที) หากไม่จำเป็นก็ปิดการใช้งาน เพื่อเป็นการประหยัดแบตเตอรี่
8. เปลี่ยนการตั้งค่าความถี่ในการอัพเดทบัญชีอีเมล
หากคุณไม่ได้ต้องการใช้งานอีเมลตลอดเวลา ควรจะเปลี่ยนการตั้งค่าการตรวจสอบบัญชีอีเมล สามารถทำได้โดย Settings -> Mail, Contacts, Calendars -> Fetch New Data และเลือกความถี่ในการรับข้อมูล โดยมีให้เลือกดังนี้ Every 15 Minutes, Every 30 Minutes, Hourly, Manually
9. ปิดการแจ้งเตือนอีเมล
การแจ้งเตือนอีเมลจะทำงานก็ต่อเมื่อเราเชื่อมต่อกับสัญญาณอินเตอร์เน็ต แต่หากเราไม่จำเป็นให้แจ้งเตือน สามารถเลือกที่จะปิดได้ เพราะมันจะทำให้แบตของ iPad ใช้งานได้นานขึ้น
10. ลบบัญชีอีเมลที่ไม่ได้ใช้งานออกจาก iPad
บางคนมีอีเมลหลายบัญชี และแอดทุกบัญชีอีเมลเข้าไป แต่ถ้าคุณไม่ต้องการใช้บัญชีอีเมลใดอีเมลหนึ่ง คุณควรลบบัญชีที่ไม่ได้ใช้ออกไป โดยเข้าไปที่ Settings > Mail, Contacts, Calendars เลือกบัญชีอีเมลที่ไม่ได้ใช้งาน และเลือกที่ Delete Account
11. การตั้งค่าล็อคหน้าจออัตโนมัติ
iPad จะล็อคหน้าจออัตโนมัติหลังจากที่คุณไม่ได้ใช้งาน เราควรตั้งค่าการล็อคหน้าจออัตโนมัติ โดยใช้ค่าเวลาที่สั้นที่สุด เพื่อเป็นการประหยัดแบตเตอรี่หวังว่าเคล็ดลับเหล่านี้ จะช่วยให้คุณเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานแบตเตอรี่ระหว่างวัน ของ The New iPad ได้มากขึ้น
Credit : http://technology.impaqmsn.com/article.aspx?path=spec&rid=0&id=15219
NASA เริ่มทดสอบระบบ GPS ตรวจจับแผ่นดินไหวและสึนามิ
องค์การนาซา (NASA) ประกาศเริ่มทดสอบระบบ GPS ที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ค้นหาตำแหน่งบริเวณที่เกิดแผ่นดินไหวภายในภาคตะวันตกของสหรัฐอเมริกา
องค์การนาซา (NASA) ประกาศเริ่มทดสอบระบบ GPS ที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ค้นหาตำแหน่งบริเวณที่เกิดแผ่นดินไหวภายในภาคตะวันตกของสหรัฐอเมริกา หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อของระบบวิเคราะห์แผ่นดินไหวและภัยพิบัติแบบรีลไทม์ (Real-time Earthquake Analysis for Disaster, READI) ระบบเครือข่ายบรรเทาสาธารณภัยดังกล่าวรวบรวมข้อมูลจาก GPS มากกว่า 500 สถานที่ทั่วแคลิฟอเนีย ออริกอน และวอชิงตัน เมื่อตรวจพบการเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ เครือข่ายของ READI จะสามารถให้ข้อมูลและระบุตำแหน่งที่เกิดเหตุได้แม่นยำและรวดเร็ว ทั้งยังสามารถประมาณขนาดขอบเขตระยะของแผ่นดินไหวได้อีกด้วย
ระบบดังกล่าวเคยถูกเปิดตัวในปี 2004 โดยความร่วมมือระหว่างนักวิจัยที่ University of California in San Diego, Central Washington University, the University of Nevada in Reno, Cal Tech, UNAVCO, และ University of California at Berkeley ทีมผู้พัฒนาจะทดสอบเครือข่ายต้นแบบในปีนี้ และถ้าโครงการนี้ประสบความสำเร็จ มันสามารถส่งข้อมูลแผ่นดินไหวที่ถูกต้องและช่วยเตือนผู้ประสบภัยให้รีบอพยพได้อย่างทันท่วงที
การประเมินอย่างเร่งด่วนและแม่นยำเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับสึนามิและแผ่นดินไหวที่มีขนาดรุนแรงกว่า 6.0 ริกเตอร์ ปัจจุบันเรายังใช้เครื่องมือตรวจจับแผ่นดินไหวที่ยังไม่รวดเร็วนัก ทำให้การอพยพเป็นไปอย่างล่าช้า แต่การวิจัยล่าสุดแสดงให้เห็นว่าเครือข่าย GPS ที่ถูกสร้างขึ้นมานี้เป็นเครื่องมือช่วยเตือนภัยที่รวดเร็วยิ่งขึ้น
เมื่อการทดสอบเสร็จสิ้น เครือข่าย READI จะถูกนำไปใช้ในการตรวจสอบภัยพิบัติตามธรรมชาติต่างๆ ในหลายหน่วยงานรวมทั้ง USGS (United States Geological Survey), National Oceanic และ Atmospheric Administration
Credit : http://technology.impaqmsn.com/article.aspx?path=spec&rid=0&id=15416
วันจันทร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2555
Instagram ถูก Facebook ซื้อแล้ว 1 พันล้านดอลล่าร์ !!
Instagram - ภายหลังการเปิดตัว Instagram บน Android ไปเมื่อไม่นาน และกระแสตอบรับล้นหลาม ตัวเลขผู้ใช้กว่า 30 ล้านคน วันนี้ Instagram กลับช๊อควงการอีกครั้งด้วยการประกาศเป็นส่วนหนึ่งกับ Facebook
แอพโซเชี่ยล Instagram ได้ประกาศเข้าเป็นส่วนหนึ่งกับ เจ้าพ่อโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค Facebook แล้ว ด้วยตัวเลขการซื้อขายอยู่ที่ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ
” ปีนี้เฟสบุ๊ควางพันธกิจในเรื่องของการแชร์ภาพเอาไว้ และอาณาจักร Instagram จะเข้ามาช่วยสร้างประสบการณ์ภาพถ่ายได้อย่างลงตัว Instagram จะแข็งแกร่ง และเติบโต ทุกอย่างจะถูกบูรณาการเข้ากับ Facebook “ Zuckerberg กล่าว
Credit : http://tech.mthai.com/application/15783.html
วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2555
แชร์หนังกันดีนัก Youtube เตรียมจัดหนักบริการหนังเช่า
พูดถึง Youtube ใครๆ ก็รู้จักเป็นอย่างดีในฐานะเว็บฝากไฟล์วิดีโอและแชร์วิดีโอให้คนอื่นๆ ดู ซึ่งส่วนใหญ่ก็อาจจะเป็นวิดีโอคลิปอย่าง Home Video หรือคลิปที่ถ่ายทำกันเอง โดยผู้ใช้งานตามบ้าน ซึ่งเราจะได้เห็นคอนเทนต์ที่อยู่ในรูปแบบวิดีโอที่หลากหลายมากมายและถือว่าเป็นเว็บวิดีโอที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน
ที่ผ่านมาเราจะได้เห็นว่า Youtube นอกจากจะเป็นเว็บอัพโหลดและแชร์ไฟล์วิดีโอแล้ว เรายังสามารถหาภาพยนต์ ซีรี่ย์และวิดีโอผิดลิขสิทธิ์ที่มีคนถือโอกาสมาอัพโหลดเพื่อแบ่งปันกันในสังคมด้วย ซึ่งแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ผิดกฏหมายไม่สมควรทำ และทาง Youtube เองก็มีการตรวจสอบและลบวิดีโอเหล่านี้อยู่แล้ว แต่ก็ไม่สามารถตรวจจับได้ทั้งหมด อีกทั้งมันยังเป็นเครื่องมือชี้วัดที่ดีว่าคนเรานิยมความสะดวกด้วยการดูวิดีโอผ่านทาง Youtube ที่สามารถเสพได้หลายช่องทางไม่ว่าจะเป็นบนเครื่องคอมพิวเตอร์ บนแท็ตเล็ต บนมือถือ หรือแม้แต่บนทีวีด้วย
อีกหนึ่งประเด็นที่กำลังเป็นเทรนด์ของเทคโนโลยีก็คือการมาของสมาร์ททีวี รวมถึงอุปกรณ์ Set Top Box ที่ช่วยดึงเอาดิจิตอลคอนเทนต์ที่อยู่บนอินเทอร์เน็ตมาแสดงภาพบนทีวีได้ ซึ่งก็มีผู้ผลิตสมาร์ททีวีหลายรายได้นำเอา Youtube ไปเป็นหนึ่งในระบบสมาร์ททีวีของตัวเอง กระแสเหล่านี้เราจะได้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในเมืองไทยที่กำลังจะเปลี่ยนไปในทีวีระบบดิจิตอลในอีกไม่กี่ปีข้าง หน้านี้
ข่าวลือล่าสุด Youtube ได้เตรียมตัวเปิดบริการให้เช่าภาพยนต์ หรือวิดีโอที่มีลิขสิทธิ์ด้วย เพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งให้ผู้ใช้สามารถเลือกเสพวิดีโอที่ตัวเองต้องการได้ อย่างสะดวกมากขึ้น โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินไปร้านเช่าหนังแผ่น หรือซื้อมาเก็บไว้ให้ลำบาก แต่เสียค่าบริการที่ถูกกว่าผ่านช่องทางที่ตัวเองคุ้นเคยอย่าง Youtube บนหน้าจอทีวีของคุณได้อย่างสะดวก
แน่นอนว่าบริการหนังเช่าของ Youtube นี้จะผูกอยู่กับบริษัทแม่อย่าง Google แน่นอน ซึ่งทาง Google เองก็มีแพลตฟอร์มของสมาร์ททีวีที่เรียกว่า Google TV อยู่ ดังนั้นบริการของ Youtube ก็จะเข้าไปเป็นส่วนของหนึ่งของ Google TV นี้ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งน่าจะเป็นการเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้อีกทางเพราะน่าจะสามารถชำระค่า บริการหรือลงทะเบียนใช้งานผ่านบริการต่างๆ ที่มีอยู่มากมายของ Google อยู่แล้วด้วย
สำหรับสมาร์ททีวีในปัจจุบัน อาจจะดูว่ามีการแบ่งแยกกันพัฒนาของค่ายผู้ผลิตทีวี ทำให้เทคโนโลยีแตกต่างกันไปมากมาย แต่ก็มีผู้ผลิตทีวีหลายรายที่ออกแบบทีวีของตนมาให้รองรับกับ Google TV เช่น LG และ Sony นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ Set Top Box มาให้ซื้อแยกต่างหากอีกด้วย
ถึงอย่างไรก็ตามนี่ยังเป็นเพียงแค่ข่าว ลือเท่านั้น แต่ถ้าลองมองดูดี ตั้งแต่ครั้งที่ Google TV เปิดตัวออกมา ก็เชื่อได้ว่า Youtube ซึ่งเป็นบริษัทลูกและมีบริการยอดนิยม คงจะไม่พลาดที่จะถูกจับไปเป็นส่วนหนึ่งของ Google TV อยู่แล้ว ที่นี่ก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้ใช้จะยอมจ่ายมากน้อยแค่ไหนเพื่อเช่าหนังมาดู แล้วถ้าขายวิดีโอผ่าน Youtube ไม่ได้จริงๆ Google จะทำอย่างไรต่อไป
Credit : http://www.arip.co.th/news.php?id=415097
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)























