วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

LEAP โต้ตอบคอมพิวเตอร์ด้วย"มือเปล่า"

อะไรๆ ที่เคยเห็นในภาพยนตร์ไซไฟเมื่อสิบปีก่อน (หรือเพิ่งผ่านสายตากันไปเมื่อปีที่แล้ว) กำลังจะกลายเป็นจริงแล้ววันนี้ โดยเฉพาะความสามารถในการควบคุมคอมพิเตอร์ ในขณะที่หลายคนกำลังทึ่งกับ Kinect ของไมโครซอฟท์ ล่าสุดมีบริษัทเปิดใหม่ได้พัฒนาฮาร์ดแวร์อินเตอร์เฟซที่ให้คุณสามารถควบคุม คอมพิวเตอร์ที่อยู่ตรงหน้าได้ด้วยมือเปล่าเฉกเช่นในฉากหนึ่งของภาพยนตร์ที่ ทอมครูซใช้ถุงมืออินเตอร์เฟซวาดมือกลางอากาศราวกับร่ายเวทย์มนต์ เพื่อค้นหาข้อมูลอาชญากรใน Minority Report หรือ Tony Stark กับการหาแบบจำลองของธาตุใหม่ในภาพยนตร์เรื่อง Iron Man II ยังไงยังงั้น

เมื่อวานนี้ บริษัทเปิดใหม่ Leap Motion ได้แนะนำระบบปฏิสัมพันธ์กับคอมพิวเตอร์ด้วยท่าทาง (หรือภาษามือ?) ซึ่งจะว่าไปแล้ว มันดูคล้ายกับ Kinect ของ Microsoft แต่แทนที่จะเป็นกล้องที่จ้องหน้าเรา Leap Motion ใช้อุปกรณ์ที่วางไว้บนพื้นด้านหน้าขณะใช้งานคอมพิวเตอร์ โดยมันสามารถตรวจจับท่าทางการใช้นิ้วต่างๆ ตลอดจนมือทั้งสอง หรือแม้แต่ดินสอ (ตะเกียบ?) ที่มีการเคลื่อนไหวอยู่เหนือมันได้พร้อมกันภายในบริเวณ 8 ลูกบาศก์ฟุต (ตรวจจับการเคลื่อนไหวได้ 3 มิติ) ตัวอุปกรณ์ควบคุมจะมีดีไซน์ และขนาดเท่าๆ กับมีดพก เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ทางพอร์ต USB โดยวางไว้ด้านหน้าของจอคอมพิวเตอร์ ทางบริษัทผู้พัฒนาอ้างว่า เทคโนโลยีนี้มีความแม่นยำในการตอบสนองจนสามารถนำไปใช้ในรถยนต์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และระบบแสงสว่างต่างๆ ได้

 Leap Motion ยังเปิดเผยอีกว่า ระบบรู้จำท่าทาง หรือการเคลื่อนไหวที่สามารถตรวจจับได้จะมีความแม่นยำสูงกว่าระบบใดๆ ในตลาด (Kinect?) ถึง 200 เท่า แถมยังสามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวได้อย่างละเอียดในระดับ 1/100 มิลลิเมตรเลยทีเดียว ซึ่งคุณผู้อ่านเว็บไซต์ arip สามารถชมความน่าทึ่งของระบบโต้ตอบแบบใหม่นี้ได้จากคลิปที่นำมาฝากข้างบนนี้ การขึ้นรูปโมเดล 3 มิติน่าจะง่ายขึ้นอีกเยอะทีเดียว เพราะใช้นิ้ว และมือแทนการขยับเมาส์ หรือสไตลัส Leap Motion เปิดให้สั่งจอง (จำกัดจำนวน) อุปกรณ์ทีว่านี้ในราคา 70 เหรียญฯ หรือประมาณ 2,100 บาท โดยจะส่งให้ถึงมือในช่วงไตรมาสที่สามของปีนี้...เห็นแล้ว อยากได้เลยล่ะ



Credit : http://www.arip.co.th/news.php?id=415235

เคสกันน้ำ"บางเฉียบ"สำหรับ iPhone 4

ปัญหาที่ยังคงได้ยินกันอยู่เสมอก็คือ การทำสมาร์ทโฟนตกน้ำทั้งอ่างล่างหน้า และชักโครก - -" ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าของเครื่องมักจะช่วยชีวิตไว้ไม่ทัน โดยเฉพาะไอโฟน (iPhone) ทั้งนี้ คำตอบที่ช่วยปกป้องให้สมาร์ทโฟนของคุณผู้อ่านเว็บไซต์ arip ปลอดภัยได้ง่ายที่สุด นอกจากความระมัดระวังก็คือ การเลือกใช้เคสกันน้ำ (waterproof case)

อย่างไรก็ตาม เคสกันน้ำสำหรับสมาร์ทโฟนทีออกมากันก่อนหน้านี้ มักจะไม่ค่อยสะดวกในการใช้งาน เนื่องจากมีความหนา เทอะทะ และดูโดดเด่นจนเกินงาม เแต่ Case Marine สำหรับ iPhone 4 และ Galaxy S2 เคสกันน้ำรุ่นใหม่จาก Gooma จะทำให้คุณรู้สึกว่า นี่แหละคือ เคสกันน้ำที่ต้องการ โดย Case Marine จะไม่ใช่เคสพลาสติกใสที่มีขอบยางกันน้ำเข้าขนาดใหญ่กว่าเครื่องสองเท่าอย่าง ที่พบเห็นกันทั่วไป แต่มันทำจากโพลียูรีเทนที่ไม่เพียงแต่จะมีความบางเป็นพิเศษ (แค่ 0.25 มม.) เท่านั้น แต่มันยังมีความยืดหยุ่นสูงอีกด้วย โดยสามารถยืดออก เพื่อคลุม iPhone 4 หรือ Galaxy S2 ได้ตลอดทั้งตัวเครื่อง ซึ่งแน่นอนว่า น้ำไม่มีทางเล็ดลอดเข้าไปในตัวเครื่องได้เลย

Case Marine ได้รับการรับรองจาก IPX8 ว่า มันสามารถจมในน้ำลึกได้มากสุดถึง 10 เมตร (ประมาณ 33 ฟุต) ถ้าใครอยากดำน้ำไปด้วยทวีตไปด้วยก็คงทำได้ ประเด็นที่ในวิดีโอไม่ได้นำเสนอก็คือ เวลาเชื่อมต่อคอนเน็คเตอร์ และหูฟังที่ด้านล่าง เพราะน่าจะเป็นจุดที่นำเข้าได้ หรือว่าต้องถอดมันออกอย่างเดียว Case Marine ของ Gooma ที่มีการเปิดตัวออกมาจะมีเฉพาะรุ่นที่ใชกับ iPhone 4 และ Samsung Galaxy S2 ส่วนเวอร์ชันสำหรับ iPad กำลังจะออกมาเร็วๆ นี้ สนนราคาอยู่ที่ 71 เหรียญฯ (ประมาณ 2,130 บาท)

Credit : http://www.arip.co.th/news.php?id=415230

Facebook เริ่มให้บริการแชร์ไฟล์ต่างๆ ในกลุ่มได้

หลังจากที่ Facebook เปิดตัว Groups for Schools สำหรับนักเรียนโดยเฉพาะและอนุญาตให้นักเรียนสามารถแชร์ไฟล์ที่ขนาดไม่เกิน 25MB ได้ด้วย แต่กลุ่มสำหรับนักเรียนแบบนี้จำกัดเฉพาะผู้ใช้ที่มีอีเมลโดเมน .edu เท่านั้น

แต่ในสัปดาห์ที่ผ่านมาทาง Facebook ได้ทยอยเปิดฟีเจอร์นี้สำหรับกลุ่มทั่วไปที่ไม่ใช่นักเรียนได้ใช้กันแล้ว โดยใช้เงื่อนไขเดียวกันคือ อัพโหลดไฟล์ที่ขนาดไม่เกิน 25MB ได้ทุกชนิดยกเว้นไฟล์เพลงและไฟล์ที่มีนามสกุล .exe (executable) ส่วนไฟล์อีบุ๊ค มิวสิควิดีโอ หรือไฟล์หนังขนาดสั้นๆ ทั่วไปสามารถอัพโหลดขึ้นได้

สำหรับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตเช่น เรื่องมัลแวร์ ไฟล์ไม่เหมาะสมหรือเรื่องลิขสิทธิ์ไฟล์ ทาง Facebook ได้บอกว่า ผู้ใช้ยังสามารถที่จะรายงานไฟล์นั้นๆ ได้เหมือนกับการรายงานรูปแบบอื่นๆ ในเว็บไซต์ตามปกติ

เริ่มต้นก็ขอทดสอบด้วยไฟล์ต้องห้ามที่ทาง Facebook บอกไว้อย่าง .exe และ .mp3 เมื่อเริ่มอัพโหลดไฟล์ ทาง Facebook จะแจ้งเตือนทันทีว่าคุณไม่สามารถอัพโหลดไฟล์ชนิดนี้ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเราเปลี่ยนนามสกุลไฟล์ หรือบีบอัดไฟล์ ก็สามารถอัพโหลดได้ตามปกติ

ในกรณีที่ไฟล์นั้นเป็นไฟล์ที่สร้างมาจากชุด Microsoft Office เราสามารถเปิดดูไฟล์ในแบบออนไลน์ได้ทันที โดยใช้บริการจาก Office Web Apps ของ Microsoft แต่ไฟล์เอกสารในรูปแบบอื่นๆ เช่น .pdf .odt รวมไปถึง .gdoc จะมีเฉพาะให้ดาวน์โหลดอย่างเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ ในกรณีที่ไฟล์นั้นๆ มีการปรับเปลี่ยนหลายเวอร์ชั่น เราสามารถอัพโหลดไฟล์ต่อเนื่องโดยไม่ทับกันเองได้ และผู้ใช้ยังสามารถเลือกที่จะดาวน์โหลดไฟล์รุ่นไหนก็ได้


Credit : http://www.igadgety.com/?p=33282

Retina Display เพิ่มต้นทุนค่าเครื่องให้ MacBook Pro จาก Apple อีก 100 เหรียญ


นาทีนี้ก็คงไม่น่าจะไม่มีใครไม่รู้กันแล้ว เพราะว่าข่าวลือเรื่อง MacBook Pro ตัวใหม่ที่กำลังจะมาให้เห็นในเร็ววันนั้น จะมาพร้อมกับหน้าจอความละเอียดสูงพิเศษ หรือที่ Apple นั้นมีชื่อเรียกเฉพาะตัวว่า Retina Display นั่นเอง และคาดว่าจะได้เห็นได้ฟังรายละเอียดเพิ่มเติมกันในวันที่ 11 มิถุนายน เดือนหน้านี้ เพราะว่าจะเป็นกำหนดวันงาน Worldwide Developers Conference นั่นเอง

จากรายงานล่าสุดเพิ่มเติมถึงเรื่องราคาต้นทุนของเครื่องจาก CNET ได้บอกว่าการนำเอาจอ Retina Display มาใส่นั้น จะเพิ่มนต้นทุนค่าเครื่องเข้าไปอีกประมาณ 100 เหรียญ (3,1xx บาท) แต่ก็คาดว่า Apple น่าจะมีการต่อรอง หรือวิธีการที่จะเข้ามาช่วยลดราคาต้นทุนขอเครื่องที่จะเพิ่มขึ้นนี้ได้
โดยราคาในตลาดตอนนี้ หน้าจอ Retina ขนาด 15.4 นิ้ว ที่มีความละเอียด 2880×1800 พิกเซล คิดเป็นจำนวนพิกเซลต่อพื้นที่ก็ได้อยู่ที่ 220 พิกเซลต่อนิ้ว (ppi) ราคาที่จำหน่ายอยู่ในตลาดตอนนี้ก็อยู่ที่ราวๆ 160 เหรียญ (5,xxx บาท) ซึ่งก็จะเพิ่มขึ้นมาอีกประมาณ 92 เหรียญ (2,8xx บาท) ต่อเครื่อง จากที่ราคาต้นทุนหน้าจอของเครื่อง MacBook Pro 15 นิ้วที่ใช้อยู่ในตอนนี้ตกอยู่ที่ 68 เหรียญ (2,1xx บาท) ส่วนเครื่องรุ่นเล็กอย่าง MacBook Pro 13 นั้น หน้าจอแบบ Retina Display ที่มีความละเอียดระดับ 2560×1600 นั้น จะมีราคาค่าตัวอยู่ที่ 134 เหรียญ (4,2xx บาท) ส่วนราคาต้นทุนเดิมที่ Apple ใช้อยู่นั้นก็จะอยู่ที่ 65 เหรียญ  (2,xxx บาท) จะเพิ่มขึ้นมาอีก 69 เหรียญ (2,1xx บาท)

ส่วนเครื่องรุ่น 17 นิ้วที่มีข่าวออกมากมายหลากหลายกระแสว่าจะไม่มีการอัพเดทใหม่ จนไปถึงว่าจะเลิกผลิตแล้ว ถ้าจะทำหน้าจอ Retina Display ออกมาให้ ก็จะเป็นที่ความละเอียด 3840×2400 พิกเซล ไม่ต้องสงสัยเลยว่าราคาค่าตัวมันจะสูงสักระดับไหน ถ้าหากว่าใครเป็นแฟนเครื่องไซส์นี้อยู่ ก็คงจะต้องไปรอลุ้นเอากันในงาน WWDC นี้ ว่า Apple จะเอายังไงต่อกับเครื่องไซส์ 17
ซึ่งผู้ผลิตพาเนลหน้าจอ Retina Display นี้ แม้ว่าจะมีจำหน่ายในตลาดจากเหล่าผู้ผลิตมากมาย แต่กับลูกค้าที่จะสั่งซื้อเอาไปใช้ ก็ดูเหมือนจะมีแค่ Apple เท่านั้น เพราะว่าเครื่องจากยี่ห้ออื่นในตอนนี้ ยังแทบไม่มีใครใช้หน้าจอแบบนี้เลย

ก็คงต้องรอต่อไปว่า Apple จะจัดการกับปัญหาค่าตัว หรือต้นทุนของครื่องที่เพิ่มขึ้นมานี้ด้ววิธีการใด และคำตอบคงได้ทราบกันในงาน WWDC วันที่ 11 มิถุนายน นี้

Credit : http://www.igadgety.com/?p=33329

iPhone 4S โดนอีกแล้ว! HTC One S ส่งวิดีโอโฆษณาโจมตีความเร็ว 4S!

ติดตามข่าว HTC One S ที่น่าสนใจกับ เฮียณัฐ TechXcite โดนอีกแล้วครับ กับ iPhone 4S ที่ล่าสุด ทาง HTC ได้ส่งวิดีโอโปรโมท HTC One S ของ T-Mobile ที่ใช้นางเอกสุดเซ็กซี่ Carly Foulkes ที่มาพร้อมกับชุดหนังรัดรูปสีดำตัดชมพู ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ Ducati สุดหรู ซึ่งวิดีโอโฆษณาจริงๆ ทั้งหมดมี 2 ชุดนะครับ ซึ่งชุดแรกนี่เองที่มีเนื้อเรื่องแอบกัด iPhone 4S ด้วย ว่าแล้วก็ไปชมกันได้ที่ด้านล่างนี้เลยครับ

วิดีโอตัวแรกใช้ชื่อว่า “See It Again” ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบความเร็วเน็ตของ iPhone 4S ที่ใช้อินเตอร์เน็ตของ AT&T กับ HTC One S ที่ใช้เครือข่ายของ T-Mobile ซึ่งในตัวโฆษณาเปรียบเทียบเน็ตของ iPhone 4S เหมือนกับรถมอเตอร์ไซค์เก่าๆ แต่อินเตอร์เน็ตของ HTC One S นั้นเร็วจัดเหมือนกับรถ Ducati

ส่วนวิดีโอชุดที่ 2 จะใช้ชื่อว่า “Fast Songs” โดยคลิปตัวนี้จะไม่มีการเสียดสีค่ายอื่นเหมือนตัวแรกนะครับ ตัวนี้จะเป็นการโฆษณาจุดแข็งของมือถืออีกอย่างหนึ่งครับ นั่นก็คือการรองรับ Google Play Music (Stream เพลงแบบออนไลน์ผ่านทาง 4G ของ T-Mobile) ซึ่งเรื่องการฟังเพลงก็เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของ HTC One S ครับ เพราะมาพร้อมกับเทคโนโลยี Beats Audio เช่นเดียวกันกับเพื่อนๆ ในตระกูล One Series

Credit : http://www.igadgety.com/?p=33297

เอาไวรัสมาสร้างกระแสไฟฟ้า สุดยอดเทคโนโลยีการชาร์จ gadget แบบใหม่

เชื้อไวรัสถูกกล่าวถึงในแง่ลบอย่างตลอดมา เช่น มันคือตัวการทำให้เราทุกคนเจ็บป่วย แต่การค้นพบครั้งใหม่จะทำให้ผู้คนพูดถึงไวรัสในแง่ดีมากขึ้น



เชื้อไวรัสถูกกล่าวถึงในแง่ลบอย่างตลอดมา เช่น มันคือตัวการทำให้เราทุกคนเจ็บป่วย แต่การค้นพบครั้งใหม่จะทำให้ผู้คนพูดถึงไวรัสในแง่ดีมากขึ้น นักวิจัยพลังงานที่ Lawrence Berkeley National Laboratory ได้คิดค้นวิธีการใช้ไวรัส (ชนิดที่ไม่ใช่เชื้อไวรัสในคน) สร้างกระแสไฟฟ้าจากพลังงานการเคลื่อนไหวซึ่งอาจนำไปใช้บนอุปกรณ์ต่างๆ โดยใช้การเคลื่อนไหวของมนุษย์เป็นตัวขับเคลื่อน
นักวิทยาศาสตร์ทดลองไวรัสดังกล่าวโดยการสร้างอุปกรณ์ที่บังคับให้กระแส ไฟฟ้าไหลวนไปในทางเดียวกัน (piezoelectric device) และเคลือบผิวอิเลคโทรดขนาดเล็กที่มีเชื้อไวรัสซึ่งถูกตกแต่งพันธุกรรมขึ้นมา ไว้ภายในเครื่องมือดังกล่าว เมื่อเคาะนิ้วบนอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นจะให้ค่ากระแสไฟฟ้าประมาณ 1/4 ของแรงดันไฟฟ้าบนแบตเตอรี่ขนาด AAA


แรกสุดเลยพวกเขายืนยันว่า M13 bacteriophage (ชื่อไวรัสที่ตัดแต่งพันธุกรรมขึ้นมา) ถูกนำไปใส่บนอุปกรณ์ หลังจากนั้นพวกเขาก็ออกแบบให้มันเพิ่มเพิ่มแรงดันไฟฟ้า ไวรัสตัวนี้เป็นพิษกับคนทั่วไป พวกเขาได้กักบริเวณของเชื้อไวรัสนั้นด้วยแผ่นฟิล์มบางที่ถูกจัดเรียงอย่างมี ระเบียบและซ้อนกันถึง 20 ชั้น และหุ้มปลายทั้งสองข้างด้วยขั้วไฟฟ้าที่ทำจากทองคำ เมื่อแรงดันถูกนำมาสร้างกระแสไฟฟ้า มันส่งผลให้จอ LCD ขนาดเล็กที่อยู่ใกล้ๆ มีการแสดงผลเกิดขึ้น
"พวกเรากำลังทำงานกับวิธีการปรับปรุงการพิสูจน์หลักการดังกล่าว เพราะว่าเครื่องมือเทคโนโลยีชีวภาพนี้มีเชื้อไวรัสดัดแปลงพันธุกรรมฝังอยู่ วัสดุที่บังคับกระแสไฟฟ้าสามารถอยู่กับไวรัสและนี่จะเป็นหนทางไปสู่รูปแบบ ของไมโครอิเลคทรอนิกส์ในอนาคตที่มักพบได้ในนิยายวิทยาศาสตร์" Seung-Wuk Lee นักชีววิศวกรรมที่ Berkeley Lab’s Physical Biosciences Division และอาจารย์ในภาคชีววิทยาศาสตร์ที่ UC Berkeley กล่าว

ในอนาคตมันจะไปอยู่ในชีวิตประจำวันของเราอย่างเช่น ขึ้น-ลง บันได, เปิด-ปิดประตู ก็อาจจะทำให้ gadget ของเราทำงานได้แล้ว

Credit : http://technology.impaqmsn.com/article.aspx?path=spec&rid=0&id=15649

Windows Phone Marketplace แตะถึง 90,000 แอพแล้ว

ณ ขณะนี้บน Marketplace ซึ่งเป็นแหล่งรวมการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นบน Windows Phone ได้มียอดขึ้นมาที่ 90,000 แอพพลิเคชั่นเรียบร้อยแล้ว


ณ ขณะนี้บน Marketplace ซึ่งเป็นแหล่งรวมการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นบน Windows Phone ได้มียอดขึ้นมาที่ 90,000 แอพพลิเคชั่นเรียบร้อยแล้ว ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วมีแอพพลิเคชั่นที่ถูกส่งเข้ามาใน Marketplace อยู่ที่วันละ 250 แอพพลิเคชั่น โดยปัจจุบันได้มีจำนวนแอพพลิเคชั่นทั้งสิ้น 92,383 แอพพลิเคชั่นที่ถูกปล่อยให้ดาวน์โหลด โดยภายในระยะเวลาสามเดือนที่ผ่านมามียอดเพิ่มเข้ามาอยู่ที่ 24,371 แอพพลิเคชั่น และเมื่อเดือนที่แล้วถูกเพิ่มเข้าไปอีก7,409 แอพพลิเคชั่น ซึ่งแอพพลิเคชั่นทั้งหมดนี้มาจากเหล่าผู้ผลิตที่แตกต่างกันถึง 22,000 แหล่ง


สำหรับยอด 50,000 แอพพลิเคชั่นแรกนั้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ธันวาคมปีที่แล้ว, ถึง 60,000 แอพพลิเคชั่นเมื่อวันที่ 22 มกราคม, ถึง 70,000 แอพพลิเคชั่นเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ และถึง 80,000 แอพพลิเคชั่นเมื่อวันที่ 26 มีนาคม และก็ใช้เวลาอีก 35 วันในการเข้าสู่หลัก 90,000
โดยการคาดการณ์ คาดว่าจะถึง 100,000 แอพพลิเคชั่นในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อยเมื่อนับจากอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยจากเดือนเมษายน ทางไมโครซอฟท์ได้ตั้งข้อสังเกตว่านักพัฒนาได้ชะลอขั้นตอนการอนุมัติและกระบวนการปล่อยแอพพลิเคชั่น ซึ่งอาจจะสร้างปัญหาคอขวดในการยื่นส่งแอพพลิเคชั่น นอกจากนี้การชะลอตัวลงอาจเป็นเพราะว่าต้องการพัฒนาแอพพลิเคชั่นให้เข้ากันกับรุ่นที่มี Windows Phone 7.5 ที่มี RAM ต่ำ (ตัวอย่างเช่น Nokia Lumia 610) รวมถึงผลกระทบจากการที่ต้องรอข้อมูลเวอร์ชั่นถัดไปของ Windows Phone
บางแอพพลิเคชั่นนั้นมีใน Marketplace เป็นบางประเทศ ฉะนั้นยอด 92,383 จึงไม่ถึงในบางประเทศ เช่น สหรัฐอมริกา(77,536), อังกฤษ (73,472), ฝรั่งเศส (70,381), สเปน (66,361), อิตาลี (65,890), เยอรมนี (67,440), ออสเตรเลีย (67,435), รัสเซีย (51,209), บราซิล (44,676) อินเดีย (67,451) และจีน (29,379)
สำหรับชาร์ตด้านล่างแสดงให้เห็นถึงปริมาณแอพพลิเคชั่นหมวดต่าง ๆ สำหรับหมวดความบันเทิงนั้นใหญ่ที่สุดโดยอยู่ที่ 17,079 แอพพลิเคชั่น และถัดลงไปอีกสามลำดับเป็นหมวดเครื่องมือการใช้งาน (13,605), หมวดเกม(11,509) และหมวดหนังสือและอ้างอิง (10,821) โดยทั้งสี่หมวดรวมกันจากทั้ง 17 หมวดคิดเป็น 59% ของทั้งหมด


68% ใน Windows Phone Marketplace สามารถโหลดได้ฟรี, ส่วน 10% เป็นแบบให้ทดลองใช้และจ่ายเงิน และ 22% คือต้องจ่ายเงินซื้อ โดยสัดส่วนของแอพพลิเคชั่นฟรีเริ่มโตขึ้นช้าลงตั้งแต่กลางปีที่แล้ว


Credit : http://technology.impaqmsn.com/article.aspx?path=spec&rid=0&id=15615